Meaning of kiss

Posted by Leciel ღ Inlove on 23.2011 0 comments 0 trackback
The Story :: Meaning of kiss.
Type :: One shot
Character :: Yamapi & Yuya
By. Leciel_InLove



ความอบอุ่นจากจุมพิตที่เลื่อนประทับที่ริมฝีปากของผมแผ่วเบาแต่เนินนาน ช่วงเวลานั้นแม้ว่าความเหน็บหนาวจากฤดูกาลจะห่อหุ้มตัวเราทั้งสอง แต่ผมกลับไม่รับรู้ถึงความเย็นยะเยือกนั้นเลย นอกจากกระแสอุ่นแปลบที่แล่นไปทั่วร่างกายเท่านั้น แม้ว่าเราจะไม่ได้กอดกันก่อนกล่าวลาในเย็นวันนั้นเหมือนทุกครั้ง แต่แค่...รอยจูบที่ยังตราตรึงกับคำพูดสองสามคำ มันก็ทำให้ผมอบอุ่นมากกว่าการมีเสื้อสเวตเตอร์สักตัวมาใส่กันหนาวแล้ว

ฝันดี...
ยามะพีด้วยนะครับ
ฉันไปนะ
ขับรถกลับบ้านดีๆนะฮะคนที่ต้องไปต่อแนบหน้าผากชิดกับผมก่อนจะหลับตาพริ้มและพยักหน้าตอบช้าๆ

ราตรีสวัสดิ์
ราตรีสวัสดิ์ฮะ

ยามะพีเอียงประทับริมฝีปากของเขากับแก้มข้างที่มืออุ่นๆยังเกลี่ยไล้เชื่องช้า ก่อนจะหันหลังขึ้นรถและขับแล่นจากไป ผมเฝ้ารอจนรถคันสวยหายลับตา จึงลดมือที่โบกลาคนรักลงและแตะเบาๆ บนริมฝีปากที่ยังหลงเหลือความอ่อนโยนของเขาเหมือนทุกครั้งหลังจากที่เราจูบกัน

ทุกครั้งที่ผมได้สัมผัสริมฝีปากของเขา ยามที่เราทอดถอนออกจากกัน ผมมักจะถามตัวเองเสมอ
เหมือนเช่นวันนี้ ผมก็ยังถามใจตัวเอง...

จูบจากยามะพี...จะเป็นของผมตลอดไปหรือเปล่า

 

 




 

 


ตอนนี้สำหรับผมแล้ว ไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าละครโทรทัศน์ที่ผมต้องเปิดดูทุกอาทิตย์ตั้งแต่เริ่มฉาย

ไม่ใช่ว่าผมเป็นพวกคลั่งละครหลังข่าวแบบที่พวกแม่บ้านเขาเป็นกัน
ไม่ใช่ว่าผมเป็นพวกแฟนคลับที่ต้องติดตามละครของไอดอลสุดปลื้ม
...เพราะชีวิตจริง ผมก็เป็นดารากับเขาเหมือนกัน

แต่เพราะพระเอกของเรื่องที่ผมกำลังนั่งกอดหมอนอิงซบหน้ามองจ้องอยู่ในจอนั้นคือ...คนที่ผมรู้จัก

ผู้ชายหล่อเหลา ร่างกายสมส่วนติดจะเซ็กซี่เวลาที่ปลดกระดุมออกสักสองเม็ด ยามขึ้นหน้าปกนิตยสารและเป็นถึงหนุ่มในฝันของผู้หญิงกว่าค่อนโลก ผู้ที่กำลังดึงนางเอกให้ก้มลงมารับจูบจากเขาคนนั้นนะ

...คือ คนรักของผม

ใช่ฮะ...ตอนนี้ผมกำลังมองดูเขาจูบกับคนอื่น

ภาพสโลโมชั่นของใบหน้านางเอกที่กำลังแนบชิด แล้วแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของพระเอกที่ค่อยๆชะโงกเข้าไปจุมพิต ริมฝีปากของคนทั้งคู่แตะต้องกันเนิ่นนาน ก่อนที่ฝ่ายชายจะเป็นผู้ผละถอยด้วยดวงหน้าเสียดาย ในขณะที่ฝ่ายหญิงมีแววงุนงง

ช่วงเวลานั้น
ผมไม่รู้สึกหึง...เหมือนคนรักทั่วไปที่พึงกระทำ
ไม่รู้สึกหวง...ที่คนที่ผมรักจะต้องไปทำแบบนั้นกับคนอื่น
ไม่เสียใจ...ที่เวลานี้ริมฝีปากคู่นั้นจะถูกคนอื่นประทับซ้ำรอย
เพราะผมรู้...มันคือหน้าที่

แต่สิ่งเดียวที่ผมทำ...ก็แค่ตั้งคำถามกับตัวเอง
คำถามที่ดูเหมือนครั้งนี้...มันโลดแล่นรุนแรงจนผมอยากจะถามมันออกไปให้คนที่อยู่ในจอโทรทัศน์ได้รับรู้ แล้วตอบกลับมา

ตอนที่จูบผม...ยามะพีรู้สึกยังไง

แต่ทุกครั้งที่คิดพูด
แม้จะอยู่ใกล้กันแค่เพียงนิด
ผมก็ยังไม่กล้า...ถามออกไป

 


ตรู๊ด ตรู๊ด ตรู๊ด!

 


ผมเอื้อมมือคว้ามือถือที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมามองหน้าจอ รีบกดรับทันทีที่เห็นว่าเบอร์ที่กำลังโชว์ชื่อนั้น คุ้นตาจนทุกวันนี้ผมท่องจำได้ขึ้นใจ

ยังไม่นอนเหรอฮะ...
แล้วนายล่ะ...ทำไมยังไม่นอน


ยังไม่ง่วงนะครับผมหยิบรีโมตขึ้นกดเบาเสียง เพราะไม่อยากให้ปลายสายรับรู้ว่ากำลังทำอะไรที่เจ้าตัวเขาห้ามนักห้ามหนาอยู่ แต่ดูเหมือนผมจะคิดผิดไปเสียแล้ว...

ไม่ใช่ว่ากำลังนั่งดูไอ้สิ่งที่ฉันห้ามไม่ให้ดูอยู่หรอกนะ...
เพราะยามะพี...ทายถูก

“...แล้วนี่ ทานมื้อค่ำแล้วหรือยังครับ
นายก็รู้ว่าฉันไม่หลงกลหรอกนะ อย่าเปลี่ยนคำถามเลย

“...”
มื้อค่ำของฉันนะ...เรียบร้อยแล้วล่ะ แล้วนายล่ะ

 

ผมได้ยินเสียงถอนหายใจก่อนที่เค้าจะตอบคำถามที่ผมตั้งขึ้นมาหลบเลี่ยง แล้วย้อนถามผมกลับด้วยประโยคเดียวกันให้ผมขานรับเบาๆ

ถ้าอย่างนั้น...ก็รีบเข้านอนเถอะ แล้วไอ้ที่ดูอยู่...ก็ไม่ต้องดูมันแล้วล่ะ
ครับ...แล้วผมจะรีบเข้านอนฮะ

ไม่ใช่จะ...นายต้องไปนอนเดี๋ยวนี้เลย แล้วเดี๋ยวฉันจะโทรไปเช็คกับคุณป้าว่านายเข้านอนแล้วอย่างที่รับปากฉันไว้หรือเปล่า...แค่นี้นะ

อ๊ะ...เดี๋ยวฮะเพราะน้ำเสียงของยามะพีที่เรียบนิ่งตั้งแต่รู้ว่าผมผิดสัญญา มันทำให้ผมกระเด้งตัวลุกจากโซฟาขึ้นยืนอัตโนมัติด้วยความกังวลใจ
‘...’

โกรธผม...หรือเปล่าฮะ
‘...’

ขอโทษครับ

 

ผมไม่รู้ว่าตอนเอ่ยคำพูดนี้น้ำเสียงของผมเป็นแบบไหน แต่ผมแค่อยากสื่อความรู้สึกผิดตอนนี้ออกไปเท่านั้น

ผมแค่อยาก...จะบอกมันออกจากใจจริง
ผมแค่ไม่อยาก...ให้เขาโกรธเคือง

ผมเข้าใจว่าทำไม เขาถึงไม่อยากให้ผมดูละครที่กำลังฉายตอนนี้
เพราะเป็นห่วงความรู้สึก...ถึงห้าม
เพราะไม่อยากให้ผมเสียใจ...ถึงเอาใจใส่
แต่ผมกลับทำมองข้ามแล้วทำผิดสัญญาที่ให้ไว้


อย่าโกรธผมเลยนะฮะ...ยามะพี
ฉันโกรธนายไม่ลงหรอก...เด็กดื้อ

 

เพราะยามะพีเงียบไปนาน ก่อนที่น้ำเสียงอ่อนโยนจะเปล่งมาพร้อมกับประโยคที่แอบดุผมตอนท้าย แต่มันก็ทำให้ผมคลายความกังวลใจลงไปไม่น้อยที่ได้ยินแบบนั้น

ผมกดปุ่มปิดโทรทัศน์จากรีโมตที่ถืออยู่ในมือแล้ววางมันกลับเข้าที เดินไปหยุดอยู่บริเวณที่พอจะเอื้อมมือกดปิดสวิตช์ไฟ

ตอนนี้ผมกำลังจะปิดไฟนอนแล้วฮะ ยามะพีล่ะครับไม่ลืมที่จะบอกให้คนที่อยู่ในสายได้รับรู้ความเคลื่อนไหว

ฉันปิดไฟนอนรอนายนานแล้วล่ะ...

ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะแตะมือค้างกับสวิตช์ไฟ

ฝันดีนะฮะ
อืม...  เสียงครางรับของยามะพี ทำให้ผมจินตนาการไปถึงใบหน้าของเขาที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงเหมือนครั้งที่เขาแอบงีบเวลาอยู่ที่บริษัทให้ผมนั่งมองจนเพลินบ่อยๆ

ผมจะวางสายแล้วนะตอนนี้ทั้งห้องผมมืดสนิท
ปิดไฟแล้วหรือยัง
ครับผมขานรับ อดจะผุดรอยยิ้มไม่ได้ เมื่อได้ยินน้ำเสียงงัวเงียดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ

เดินไปที่เตียงหรือยัง
ครับ

นั่งบนเตียงหรือยัง
กำลังจะล้มตัวลงนอนแล้วฮะ

ห่มผ้าแล้วหรือยัง
มิดคอแล้วล่ะ

หลับตาแล้วหรือยัง
สนิทเลยผมอดจะขำตัวเองไม่ได้ ที่ต้องรายงานทุกการเคลื่อนไหวให้ปลายสายที่เสียงเบาลงเรื่อยๆตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งที่ตอนแรกว่าจะวางสายแล้วแท้ๆ

นี่...เขาคงไม่ต้องหลับไปทั้งที่ยังมีโทรศัพท์คาหูหรอกนะ

อยากให้ฉันกล่อมไหม
กลัวว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นผมกล่อมมากกว่านะสิครับ

แต่ฉันอยากกล่อมนายนะ
ก็เอาสิฮะ...ผมจะรอฟังจนหลับไปเลย

ถ้าอย่างนั้น...ตั้งใจฟังนะ
อืม...

 



どんな君も どんな時も 受け止めるから
もしも心が傷ついて 涙こぼれる時は 
世界中を 敵にしても 君を守るよ
I LOVE YOU
 言葉はいらないよ 
君が 最後のキッス いつまでも

 


ผม...ไม่รู้ว่าตัวเองลืมตาโพล่งตั้งแต่เมื่อไร
ไม่รู้ว่าไอร้อนที่เหมือนจะหลั่งไหลจากขอบตาเกิดขึ้นตอนไหน
ไม่รู้ว่ามุมปากของตัวเองยกจนกว้างเป็นรอยยิ้มหุบไม่ลงได้ยังไง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมแน่ใจ...

คำถามที่มักจะเกิดขึ้นกับตัวเองเสมอกำลังค่อยๆมลายหายไปแค่พริบตา เพียงเพราะประโยคที่ผมคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันกำลังถูกร้องเป็นเพลงกล่อมให้ผมฟังจากคนที่ผมไม่เคยได้ยินเขาร้องมันสักครั้ง...จนคืนนี้

ยูยะ...
“...” ลำคอของผมตีบตันเกินกว่าจะเอ่ยเสียงขานตอบรับ แต่ผมเชื่อว่า ยามะพีคงรู้...ว่าผมยังตื่นอยู่และรอฟังคำพูดของเขาตลอดเวลา

นายยังไม่ทำตามคำขอของฉันเลยนะ
“...”

ยูยะ...ฉันรออยู่นะ
ฮัลโหล ยูยะหลับไปแล้วเหรอ?’

บางที...มันถึงเวลาที่ผมควรจะพูดออกไปแล้วใช่ไหมฮะ
ถึงเวลาที่ผมควรจะถามมันออกไปเสียทีแล้วสินะ

ถ้าผมทำตามคำขอ แล้วยามะพีจะอยู่กับผมตลอดไปหรือเปล่าครับ
จูบของยามะพี...จะเป็นของผมตลอดไปหรือเปล่าครับ?

ยูยะ?’
ยามะพีอาจจะไม่รู้...ว่าจริงๆแล้ว ทุกครั้งที่ยามะพีจูบผม ผมมักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ

‘...’
ยามะพีรู้สึกยังไง...ตอนที่จูบผมฮะ
รู้สึกเหมือนกัน...กับผมหรือเปล่า

ยูยะ...
อ๊ะ...ขอโทษฮะ คือ...ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับฉากจูบในละครวันนี้หรอกฮะ มันเป็นแค่ละคร ไม่ได้คิดมากอะไรหรอกฮะ ยามะพีไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ

ผมเหลือบมองนาฬิกาหัวเตียงที่เข็มบอกเวลาชี้ให้เห็นว่ากำลังจะใกล้ครึ่งคืนอยู่รอมร่อ หลังจากที่หัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนจะครางเบาๆและเตรียมตัดบทบอกลาปลายสาย เพราะกลัวว่าบรรยากาศจะเงียบงันไปมากกว่านี้ และไม่แน่...คืนนี้เขาอาจจะไม่ได้นอนไปตลอดทั้งคืน เพราะดันเผลอพูดสิ่งที่คิดว่าจะเก็บไว้ในใจคนเดียวตลอดไปออกมาให้คนรักรับรู้จนได้

โห...ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย ดึกมากแล้วนะฮะ ยามะพีรีบเข้านอนเถอะครับ แล้วพรุ่งนี้เช้าเจอกันนะฮะ ผมจะไปรอแต่เช้า

เพราะไม่มีเสียงตอบหลับมาจากเขา ผมจึงถือว่ามันคือการตอบตกลง

ยามะพีครับ
ผมรักยามะนะฮะ
‘...’
ฝันดีฮะ

ปลายนิ้วของผมเตรียมจะกดปุ่มวางสาย พับมือถือเก็บ...มันควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้าผมไม่ได้ยินเสียงพูดที่ดังลอดมารั้งมือผมเอาไว้และแนบหูฟังเหมือนเดิม

นายคิดว่า คืนนี้ฉันจะนอนหลับหรือเปล่า...ยูยะ
“...”

ที่ฉันนอนไม่หลับ เพราะฉันรู้ว่านายเองก็ข่มตาให้หลับไม่ได้เหมือนกัน
“...”

 


เหมือนกับตอนนี้ที่นายกำลังนั่งอยู่บนเตียง และฉันก็เดาได้ว่า หลังจากที่วางสายไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าฉันก็จะเห็นนายที่ฝืนร่าเริงสดใส ทั้งที่อดนอนมาตลอดทั้งคืน ใช่ไหม



ยามะพีทายถูกราวกับมานั่งอยู่ในห้องนอนและมองดูผมทำทุกอย่างอย่างที่เขาพูดไม่มีผิด

ขอโทษฮะ...ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงสรรหาคำอื่นมาทดแทนไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่ผมพาจะกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้...คงจะมีแค่คำนี้เท่านั้น
...เท่านั้นจริงๆ

ความเงียบปกคลุมระหว่างเราอยู่นาน
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ยามะพีกำลังคิดอะไรอยู่
ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมานั่งกำมือถือในมือแน่นขนาดนี้
และไม่รู้เพราะอะไร...ร่างกายของผมถึงรู้สึกหนักอึ้งมากกว่าเก่า ทั้งที่ได้พูดสิ่งที่อยากจะถามออกไปแล้วแท้ๆ

เสี้ยววินาทีนั้น...ผมถึงได้แต่นั่งตำหนิตัวเอง
ว่าไม่ควรพูดคำนั้นออกไปเลย...

ยามะพีฮะ ผม...
นายอยากรู้คำตอบไหม...ยูยะ
“...”

รอฉันนะ...
ครับ?”

ฉันจะไปตอบคำถามของนายไง
อ๊ะ...ดะ เดี๋ยวฮะยามะพี ยามะพี

 

เสียงที่ผมได้รับกลับมา เป็นแค่สัญญาณกดวางสายไปแล้วของเขา ผมพยายามกดไปหาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของมือถือจะกดรับจนสุดท้ายผมต้องพึ่งเบอร์บ้านของยามะพีที่เมมเก็บไว้ในเครื่องและกดหาเฉพาะเวลาฉุกเฉินเท่านั้นแทน

แล้วเมื่อนั้นเอง...ที่ผมแน่ใจว่าเขาทำตามที่พูดทิ้งท้ายก่อนวางสายจริงๆ เพราะคำยืนยันจากคุณป้า แม่ของยามะพีว่า เขาเพิ่งออกจากบ้านไปไม่ถึงนาทีก่อนที่ผมจะโทรมา



ไปเร็วยังกับพายุ...ไม่รู้มีเรื่องด่วนอะไร ลองโทรเข้ามือถือสิลูก เพราะเห็นโทโมะบอกก่อนไปว่าคืนนี้จะไม่กลับบ้านนะจ๊ะ


ผมก้มมองมือถือที่เพิ่งจะวางสายจากคุณป้าไปไม่นาน ตัดสินใจลุกออกจากเตียงและไม่ลืมที่จะหยิบมันติดมือไปด้วย เพราะคิดชั่งใจแล้วว่า ถ้าโทรไปหายามะพีอีกครั้ง ก็ไม่แคล้วว่าเขาคงไม่รับสายเป็นแน่

 

ผมคว้าเสื้อคลุมและบรรจงเปิดประตูห้องนอนอย่างเบามือที่สุด เพราะคิดว่าป่านนี้คนในบ้านคงหลับกันไปหมดแล้ว สังเกตได้จากความมืดมิดที่ตอนนี้ไม่มีไฟสักดวงเปิดเลย เว้นเสียแต่ไฟส่องทางเดินตรงขั้นบันไดเท่านั้น

เฉลียงหน้าบ้านเป็นสถานที่ที่ผมเลือกจะใช้รอจนกว่าเขาจะมา เพราะถ้ามองออกไปจากตรงนี้ ผมจะเห็นเวลาที่ยามะพีมาถึง ผมเลือกจะหย่อนก้นลงนั่งกับพื้นและยกเข่าขึ้นชันวางคางจ้องมองจดจ่อการมาของเขาและใช้เสื้อคลุมตัวยาวห่มกันหนาว

ทั้งที่หน้าหนาวยังไม่เวียนมาเสียน้อย แต่ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงรู้สึกว่าคืนนี้มันเย็นมากกว่าทุกคืนยังไงไม่รู้สิ แต่มันก็ยังพอจะให้อภัยได้ก็ตรงที่ท้องฟ้าตอนนี้มันสวยมากมายจนทำให้คนมองอย่างผมลืมหนาวไปได้ช่วงขณะเชียว

สีดำสนิทที่แต่งแต้มไปด้วยแสงระยิบระยับของดวงดาวที่กำลังแข่งกันส่องประกาย ยังคงดึงดูดให้ผู้คนที่เงยหน้ามองชื่นชมได้ไม่รู้เบื่อ ดูเหมือนภาพผืนฟ้าและอากาศเย็นยะเยือกนี้กำลังซ้อนทับกับความทรงจำบางขั้นบางตอน ที่ผมกำลังย้อนกลับไปนึกถึงมันอีกครั้ง

รู้สึกว่า...เหตุการณ์ในตอนนั้น ก็คงจะราวๆช่วงเวลานี้สินะ
ความทรงจำที่ไม่ถือว่าเนิ่นนานหากจะนึกถึงมัน บางทีมันเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ด้วยซ้ำ

 

 



วันนี้ท้องฟ้าสวยจังน้า
หืม...นั่นซินะ


‘...’
ทำไม...ยิ้มอะไร ยูยะ
ก็...นี่เป็นครั้งแรกที่ผมกับยามะพียืนมองท้องฟ้าตอนกลางคืนด้วยกันนิฮะ
อย่างนั้นเหรอ
อืม...ดีจังนะครับ ผมจะไม่ลืมเลยล่ะ
‘...’


ผมเข้าบ้านก่อนนะฮะ...ดึกมากแล้ว ฝันดีนะครับ ยามะพี
อืม...รีบเข้านอนนะ
ยามะพีด้วยนะครับ

ยูยะ
ครับ...อ๊ะ

 

 


แล้วตอนนั้นผมก็ได้สัมผัสกับความอ่อนนุ่มที่เคยแต่ประทับที่แก้ม แต่เวลานั้นมันแปรเปลี่ยนเป็นเคล้าคลึงที่ริมฝีปากของผม นุ่มนวลอ่อนโยนและเนิ่นนาน ราวกับว่าทั่วร่างหนักอึ้งและค่อยๆเบาบางเหมือนกับจะล่องลอยถ้าหากว่าไม่มีมือของเขาสอดประสานและกุมมือของผมไว้แน่น



แล้วอย่าลืม...จำเรื่องนี้ลงไปอีกเรื่องด้วยนะ ยูยะ



มันคือ...คำพูดของยามะพีที่ผมทำได้แต่ซบหน้ากับไหล่กว้างของเขา หลังจากที่เราผละออกจากความอุ่นหวานนั้นจากกันและกัน

ตอนนั้นซินะ...ที่ผมได้รู้จักกับ...จูบแรก

 

 

 

 

 

 

แสงไฟและเสียงรถที่แล่นเข้ามาใกล้กับประตูบ้านก่อนจะดับเครื่อง ทำให้ผมที่กำลังนั่งอยู่ในภวังค์กระเด้งตัวลุกขึ้น กึ่งเดินกึ่งวิ่งโดยที่ไม่คิดจะมองดูให้แน่ใจก่อนเลยว่าจะใช่คนที่รอหรือเปล่า

สิ่งแรกที่ผมเห็นหลังจากที่เปิดประตูออกไป คือภาพของคนที่ผมรอกำลังเงยหน้ามองขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านและแนบโทรศัพท์มือถือกับหูของเขา ไม่ต้องถามว่าเลขหมายที่ยามะพีกดนั้นถึงใคร ถ้ามันไม่ใช่ผม

มาแล้วเหรอฮะ

 

ร่างของผมแทบจะลอยไปกับแรงของยามะพีหลังจากที่ถามคำนั้นออกไป เขาคว้าแขนของผมดึงเข้ามาในบ้าน แถมยังเป็นธุระปิดล็อคประตูให้เสร็จสรรพและตั้งหน้าตั้งตาเดินนำลิ่ว ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ผมเองก็ทำได้แต่เดินเร่งฝีเท้าตามแรงจูงนั้นให้ทันอย่างเงียบๆ เพราะพอจะรู้ว่าจุดสิ้นสุดที่เขากำลังจะพาไปมันคือที่ไหน...ถ้าทางเดินนั้นไม่ใช่ทางไปห้องของผม

อ๊ะ...

 

ร่างของผมแทบจะถูกกลืนหายเข้าไปในอ้อมกอดของยามะพี หลังจากที่เขาดันผมให้เข้าไปหยุดยืนอยู่กลางห้องและล็อคประตูเสร็จสรรพ ตอนนี้สิ่งที่ผมรับรู้คือรสจูบที่เหมือนจะหลอมละลายตัวผมให้อ่อนระโหยและคงอยู่ได้ด้วยแรงพยุงของยามะพีเท่านั้น ผมปล่อยให้เขาจูบซับเรียวปากของตัวเองจนกว่าจะพอใจ ไม่อุทธรณ์ขอร้องให้หยุด เพราะบางที...นี่อาจจะเป็นความปรารถนาส่วนลึกที่ผมอยากจะให้มันเกิดขึ้นก็เป็นได้

ผมไม่รู้ว่า...นานแค่ไหนที่เขาบรรจงมอบจุมพิตให้ แต่มันก็ทำให้ผมเหมือนจะขาดใจตอนที่ลืมตาขึ้นมองสบตายามะพีที่จ้องผมอยู่ก่อนแล้วด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนจะจูบแผ่วๆที่หน้าผากของผมเป็นที่สุดท้ายแล้วกอดรัดเอวผมอย่างแน่นหนาราวกับจะรู้ใจว่าถ้าปล่อยผมคงจะหลุดร่วงลงไปนั่งพับเพียบกับพื้นเป็นแน่

อย่าเพิ่งสลบไปก่อนที่จะฟังคำตอบฉันนะ...ยูยะประโยคที่ดูเหมือนจะจงใจทำให้ผมเขินอายดังอยู่ข้างหู ก่อนที่เขาจะผละอ้อมกอดให้หลวมพอที่เราสองคนจะมองหน้ากันและกันได้ถนัด เขาจับมือข้างหนึ่งของผมขึ้นมาจูบเบาๆที่หลังมือ แล้วกุมมันวางไว้ที่แผงอกของเขา...ที่ที่ผมสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นที่เป็นจังหวะมั่นคง

หลับตาก่อนสิผมมองมือของตัวเองสลับกับสบตาของยามะพี ก่อนจะทำตามคำขอของเขาอย่างตั้งใจ
ฟังให้ดีนะ...ยามะพีเลื่อนหน้าเข้ามากระซิบใกล้ๆ
ครับ...

แล้วไม่นานผมก็สัมผัสได้ถึงไออุ่นจากจูบที่ยามะพีฝังไปตามหน้าผาก แตะต้องเบาๆที่เรียวคิ้ว สัมผัสไปยังเปลือกตาทั้งสองข้าง เรื่อยลงมายังแก้มของผมอย่างนุ่มนวลและจุมพิตที่ปลายคาง ก่อนจะวกขึ้นมาขบเบาๆที่ปลายจมูก และบรรจบด้วยคำบอกรัก ก่อนจะมอบความอุ่นวาบที่ริมฝีปากของผมอีกครั้ง

“...”

ผมไม่รู้ว่าตัวเองโผเข้ากอดยามะพีไปตั้งแต่เมื่อไร
ไม่รู้ว่ายามะพีกอดผมแน่นขนาดนี้ตอนไหน
แต่ที่รู้แน่จากส่วนลึกของจิตใจ...คำตอบของยามะพีส่งผ่านมาถึงผมแล้ว

คราวนี้...นายเข้าใจคำตอบของฉันหรือยัง
ฮะ...ผมเข้าใจแล้ว
เข้าใจแล้วฮะ...ว่าเราต่างรู้สึก รักไม่ต่างกัน

ยามะพีฮะ...
หืม...
ขอโทษนะฮะ ที่ผมคิดมากจนทำให้ต้องลำบากขับรถมาแทนที่จะได้นอนพักผ่อนผมเม้นปากก้มหน้าสำนึกผิด
รู้ด้วยเหรอว่า...ตัวเองผิด
ครับ
ถ้าอย่างนั้น...สัญญากับฉันข้อหนึ่งได้ไหมผมเงยหน้าขึ้นมองแววตาอ่อนโยนของคนรักที่แนบหน้าผากเข้ามาใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจที่พัดผ่าน ก่อนจะพยักหน้าตอบรับช้าๆ ปล่อยให้คนตรงหน้าใช้มือทั้งสองข้างประคองแก้มของผมอย่างทะนุถนอม


อย่าเก็บเรื่องคิดมากไว้คนเดียว อย่าลืมว่านายยังมีฉันที่พร้อมจะรับฟังอยู่เสมอ

 

ผมยิ้มกว้างรับคำเลื่อนมือขึ้นเกาะอุ้งมือใหญ่ไว้มั่น แทนคำพูดว่าจะรักษาสัญญานี้ตลอดไป
ฮะ...

ถ้าอย่างนั้น...ก็เข้านอนได้แล้วล่ะ จอมซนนิ้วเรียวยาวที่ผมรู้ว่ามันอบอุ่นแค่ไหนยามที่ได้สอดสัมผัสกำลังเคล้าคลึงที่กลีบปากล่างของผมอย่างนุ่มนวล ก่อนที่เขาจะจุ๊บเบาๆอีกครั้ง แล้วโอบเอวผมเดินไปที่เตียงนอน

สงสัย ฉันคงต้องขอนอนด้วยสักคืนแล้วล่ะ อนุญาตหรือเปล่ายามะพีทิ้งตัวลงนั่งแล้วถึงเงยหน้าถามผมที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
ก็นั่งลงไปแล้วนิฮะ แล้วผมจะปฎิเสธได้เหรอครับ
นายจะใจร้ายปล่อยให้ฉันที่ง่วงเต็มแก่ขับรถกลับบ้านเหรอไงยูยะผมบู้หน้ากับคำพูดที่มีน้ำเสียงน่าสงสารชวนค้อน ก่อนจะหัวเราะสดใสมองดูยามะพีที่สอดขาเข้าไปในผ้านวมผืนใหญ่ขยับเขยื้อนที่แล้วตะแคงตัวนอนเท้าหัว ก่อนจะดึงมือผมให้ล้มตัวลงมานอนด้วยกัน

จริงๆผมรู้หรอก ว่ายามะพีน่ะ คิดจะนอนที่นี้ตั้งแต่แรกแล้วนะสิฮะ
ใครบอกล่ะ
ก่อนที่ยามะพีจะมา ผมโทรไปหาที่บ้านนะครับ คุณป้าเป็นคนบอก
เสร็จกัน แม่ล่ะก็...ไม่น่าเลย
ฮึ...ผมรู้ทันหรอกฮะ

ตอนนี้ร่างของผมกำลังถูกไออุ่นจากเขาห่อหุ้มจนรู้สึกอบอุ่น แม้ว่าจะมีผ้าห่มคอยกันหนาวแต่มันก็คงสู้แขนที่รวบร่างผมกระชับแน่นนี้ไม่ได้ อกกว้างที่ผมรู้ว่าเมื่อไรที่ได้ซบหน้าลงจะรู้สึกปลอดภัยแค่ไหนเป็นเหมือนหมอนหนุนนอนในเวลานี้ และเสียงหัวใจที่กำลังเต้นสม่ำเสมอของยามะพีเป็นเหมือนบทเพลงที่กำลังขับกล่อมให้ผมหลับฝันดี

ยามะพีครับ...
หืม...
ผมอยากฟังเพลงนั้นอีกนะฮะ
หึ...ฉันร้องไม่เพราะเท่านายกับมัสสึหรอกนะ
ใครบอกล่ะครับ...
หืม...ผมเงยหน้ามองคนถ่อมตัวที่ก้มมองผมอยู่เช่นกัน

สำหรับผม...มันเป็นเพลงที่เพราะที่สุดในโลกเลยฮะ

รอยยิ้มกว้างขวางที่มาพร้อมกับแววตาอ่อนโยนเป็นเหมือนสิ่งเคยชินที่เมื่อใดก็ตามที่ผมมองหา ยามะพีก็มักจะมีให้ผมอยู่เสมอ
ก็คงจะเหมือนกับ...จูบของเราสองคน
ที่ไม่ว่า...
เมื่อไร...
ที่ไหน...
ขอแค่ยังมีกัน มันก็คงจะเป็นสิ่งจำเป็นที่เราสองคนคงจะขาดกันไม่ได้
เหมือนกับความรัก...ที่จะมีให้กันตลอดไป

ก็เพราะจูบของผมกับยามะพี
คือ...การแสดงความรักของเราสองคน

และมันจะเป็นของเรา...ตลอดไป

 


ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไร ฉันจะกอดเธอไว้
ไม่ว่าเธอจะเจ็บปวดใจหรือร้องไห้ รู้สึกพ่ายแพ้สักเท่าไร
ถึงแม้ว่าต้องกลายเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก ฉันก็จะปกป้องเธอ
ฉันรักเธอและฉันไม่ต้องการคำใด
สุดท้ายขอแค่เธอจูบฉันและอยู่กับฉันตลอดไป

 



เงาสลัวที่สะท้อนลอดผ่านเข้ามา แม้จะเพียงน้อยนิด แต่มันก็มากพอที่สะท้อนให้เห็นร่างของคนสองคนที่กำลังหลอมละลายกลายเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพราะอ้อมกอดที่รัดแน่นของกันและกัน

แต่เป็นเพราะจูบของพวกเขาที่บรรจงมอบให้กันและกันแทนคำว่า รัก

 




 


หนึ่งชั่วโมงกว่าแล้วนะ ที่ผมได้แต่เงยหน้ามองดูคนรักของตัวเองหลับอย่างเป็นสุข เฝ้าสัมผัสลมหายใจของเขาที่เป่ารินรดผ่านหน้าผาก มองขนตาที่เรียงตัวเป็นแพสวยน่าจับต้อง ริมฝีปากอิ่มที่คอยส่งผ่านความอบอุ่นมาให้หลายต่อหลายครั้งยามที่เราแสดงความรู้สึกของกันและกัน แก้มนิ่มๆที่ผมชอบจะประทับรอยจูบของตัวเองบ่อยๆเวลาออดอ้อนกับปอยผมดำขลับที่ผมชอบเกลี่ยเล่นยามเราอยู่ใกล้ชิด

เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาก่อนคนที่กำลังโอบกอดผมจะทันได้กล่าวอรุณสวัสดิ์เหมือนที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหลับกันทั้งคู่เมื่อคืนนี้

 



เดี๋ยวพอเช้าฉันจะปลุกนายเอง...
พนันกันไหมฮะ ว่ายามะพีจะต้องตื่นทีหลังผม
มั่นใจขนาดนั้นเชียว
คอยดูไหมล่ะครับ

 


แล้วสุดท้าย...ผมก็ทายถูกจริงๆด้วย

ผมเลือกที่จะขยับตัวเล็กน้อย ให้ตัวเองหลุดออกจากอ้อมแขนแข็งแรงที่ให้ความอบอุ่นกับผมทั้งคืน ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกา แล้วค่อยๆกระซิบปลุกยามะพีให้เลิกขี้เซาเพราะมันถึงเวลาที่เราสองคนคงต้องเตรียมตัวสำหรับเช้าวันใหม่ได้แล้ว

ยามะพีฮะ
อืม...
ตื่นเถอะครับ
“...อีกห้านาทีนะ ยูยะเสียงงัวเงียติดจะงึมงำบวกกับท่าทีบิดขี้เกียจ ทำให้ผมได้แต่นั่งอยู่เฉยๆให้ยามะพีวาดแขนกอดเอวของผมซบหน้านอนหลับต่ออีกสักหน่อยอย่างที่เขาขอ เส้นผมที่ปรกหน้าของคนขี้เซาทำให้ผมอดจะเอื้อมมือไปแตะแล้วเกลี่ยเบาๆให้อย่างเพลินมือเพื่อฆ่าเวลาอีกห้านาทีไม่ได้

เมื่อคืน...กว่าพวกเราจะได้หลับกันจริงๆ ก็บอกเวลาไม่ได้หรอกว่ากี่โมง
แต่บางที มันอาจจะดึกมากจนข้ามคืนไปหลายชั่วโมง เพราะตอนนี้ผมยังอดรู้สึกได้เลยว่าเราเพิ่งจะหลับไปได้ไม่นานนี่เอง

หมดช่วงทดเวลาแล้วนะฮะ

ผมก้มมองยามะพีที่พลิกตัวขึ้นมานอนเกยหนุนตัก เอ่ยเบาๆ หลังจากที่ครบกำหนดที่เจ้าตัวเขาร้องขอ เสียงถอนหายใจของคนง่วงดังขึ้นหลังจากที่ผมเขย่าที่ไหล่ลาดเบาๆ ตามมาด้วยน้ำเสียงงัวเงียแหบแห้งที่กระซิบถาม

ทำไมห้านาทีนี่มันเร็วจังภาพของคนที่กำลังพยายามลืมตามองตอบมา มันทำให้ผมอดยิ้มกว้างไม่ได้ ดูเหมือนเปลือกตาของคนที่อาศัยตักเขาต่างหมอนยังไม่พร้อมที่จะทำงานสักเท่าไรนะ


เวลามันไม่ได้เร็วหรอกครับ แต่ยามะพีนอนไม่รู้จักพอต่างหาก
อย่ามาว่าคนอื่นเขาหน่อยเลย ถ้าเมื่อคืนไม่มีคนทำให้เป็นห่วง ฉันก็คงไม่ต้องมานอนน้อยแบบนี้หรอก

 

ผมบู้ปากหลังจากที่ฟังน้ำเสียงตัดพ้อจากคนที่ยังไม่เลิกซุกหน้ากับตักของผม ก่อนจะเขย่าหลังเขาอีกรอบ เมื่อเห็นท่าว่าคราวนี้จะมีหลับต่อก๊อกสองแน่ๆ ถ้าไม่เรียกไว้ให้รู้สึก


ไปอาบน้ำเถอะครับ เดี๋ยวผมจะเตรียมชุดไว้ให้
อืม...ยามะพีขานรับเบาๆ ก่อนจะแน่นิ่งไปพักใหญ่ให้ผมได้แต่นั่งเฉยๆรอเวลา แล้วถึงได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายยันตัวขึ้นมาด้วยแขนทั้งสองข้างแล้วชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ ผม

ตื่นก็ได้เขาครางพึมพำพลางก้มลงจุมพิตสัมผัสริมฝีปากของผมแผ่วเบา แล้วถึงค่อยๆ เผยรอยยิ้มของคนเพิ่งตื่นนอน ที่ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มรับตาม หลังจากที่เราสบตาของกันและกัน

อรุณสวัสดิ์...
อรุณสวัสดิ์ฮะ...


 

 

 


เป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้จริงๆ วันนี้ทั้งบ้านคงจะประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นยามะพีก้าวลงมาจากชั้นสองพร้อมกับผม โดยเฉพาะแม่ที่ดูจะตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษที่แขกที่เจ้าตัวปลื้มหนักปลื้มหนาจะโผล่ลงมาพร้อมกับเสื้อกล้ามสีขาวตัวเก่งสวมกางเกงยีนขายาวและพาดเสื้อหนังสีดำตัวโปรดกับแขนข้างหนึ่งลงมายืนหล่ออยู่กลางบ้าน หลังจากที่ช่วงหลังๆยามะพีไม่ค่อยว่างพอที่จะมาฝากท้องเหมือนเมื่อก่อนที่นิยมมาแบบอาทิตย์ละครั้ง

ถ้าไม่ติดว่าเราต้องรีบไปบริษัทและคนข้างๆผมมีคิวถ่ายละครเช้านี้ล่ะก็ บางทีมื้อเช้าของพวกเราอาจจะได้ร่ายยาวไปถึงบ่ายก็เป็นได้ เพราะแม่ของผมแทบจะรื้อตู้เย็นมาทำอาหารเช้ารับแขกที่ไม่ว่าจะกินอะไรก็ชมไม่ขาดปากว่าอร่อยอย่างโน่นอย่างนี่ จนคนทำยิ้มแก้มจะปริอยู่แล้ว
...ผมล่ะหมั่นไส้ผู้ชายปากหวานคนนี้จริงๆ

กว่าจะร่ำจะลาออกมาจากบ้านได้ ยามะพีก็เกือบจะน้ำหนักขึ้นเป็นกิโลกิโลเพราะแม่เล่นทำขนม ทำของฝากมาให้เหมือนกลัวว่าจะอดอยาก ทั้งที่กับลูกไม่เห็นจะห่วงจะใยแบบนี้บ้างเลยนะ
ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนครับ...แม่

วันนี้กลับเองนะ ฉันมีถ่ายถึงดึก เสร็จงานแล้วจะโทรหา

 

ผมพยักหน้ารับคำ หลังจากที่เดินลงมาจากรถของคนงานยุ่งที่อุตส่าห์ขับมาส่งถึงหน้าบริษัทและมาหยุดยืนอยู่ฝั่งคนขับ เมื่อเห็นว่าเขาเลื่อนกระจกรถลงมาเหมือนมีเรื่องจะคุยก่อนไป
ครับ


แล้วตอนที่ฉันไม่อยู่ อย่าเผลอคิดเรื่องไร้สาระอีกล่ะ เข้าใจไหม...ผมยกมือขึ้นคล่ำหน้าผากปอยๆ หลังจากถูกนิ้วเรียวของเขาดีดแรงๆเข้าทีหนึ่ง
รู้แล้วน่า...มันเจ็บนะ
ก็ดีดให้เจ็บนะสิ จะได้จำ
“...”


ฉันไปนะยามะพีเอ่ยพลางใช้นิ้วเรียวที่เพิ่งจะประทุษร้ายผมเมื่อกี้มาเกลี่ยๆ ลูบๆตรงจุดที่ลงโทษซะเต็มรักราวกับปลอบโยนให้ผมได้แปรรอยบูดบึ้งบนใบหน้าเป็นรอยยิ้มกลับไป

แต่เพราะความคิดแบบอย่างที่แล่นขึ้นมาในหัว
ความคิดที่อยากจะทำอะไรสักอย่างเป็นการยืนยัน
การกระทำที่ยามะพีมักจะสอนให้ผมเคยชินกับมันอยู่ทุกวัน

ดังนั้นพอตัวผมได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์ มือของผมก็เลื่อนออกไปรั้งแก้มของเขาทั้งสองข้างให้หันมองมาอีกครั้ง ชะโงกหน้าเข้าไปจูบที่ริมฝีปากของเขาทิ้งท้ายก่อนจากอย่างรวดเร็ว

แบบนี้สิฮะ ถึงจะทำให้เลิกคิดไร้สาระได้ชะงัก ตั้งใจทำงานนะครับ...ยามะพี

ใครบอกว่าเจ็บแล้วจะจำ วิธีนี้...ใช้ไม่ได้กับยูยะหรอก
ต้องจูบเลยดีกว่า...จำแม่นกว่าเยอะ
แสดงออกไปเลยดีกว่าว่า รัก มันฝังลึกมากกว่าเป็นไหนๆ

ผมยิ้มกว้างขวางให้กับคนที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนแววตกตะลึงเป็นเคอะเขินบนใบหน้า แล้วจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในบริษัททันทีโดยไม่รอฟังคำเรียกชื่อทัดทานจากยามะพีอีกเลย

ตอนทำ...มันก็กล้าอยู่หรอก
แต่ทำเสร็จแล้วถึงได้รู้ว่าหน้ามันร้อนจนทนยืนสบตาต่อไปไม่ไหวแล้วนะสิ

ผมไม่ได้หันกลับไปมองหรอกครับ ว่าเขายังอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า การกระทำเมื่อกี้มันดูจะทำให้ตัวเองอายเกินกว่าจะหันไปมองแววตากรุ่มกริ่มของยามะพีในตอนนี้
ก็ปกติ...คนเริ่มก่อนไม่เคยจะเป็นผมนิครับ

ดังนั้น วิธีหลบอายที่ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นจะต้องวิ่งเร็วๆไปให้ทันลิฟต์ที่เปิดค้างตัวนั้นแล้วล่ะฮะ



อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ฮะ...เรียวจัง

 


แล้วเรื่องบังเอิญก็ทำให้ผมต้องขานออกมาเป็นชื่อของคนที่พอชะโงกหน้าเข้าไปก็เห็นว่ากำลังยืนกอดอก ใช้แว่นอันโปรดคาดผม มือข้างหนึ่งกดปุ่มลิฟต์คาเอาไว้ มองดูก็พอจะเดาได้ว่า คงเปิดรออยู่ผมแน่ๆเลย

ขอบคุณฮะ...
อืม...

มาถึงนานแล้วเหรอครับ
ก่อนหน้านายไม่นานหรอกเรียวตอบกลับมาพลางกดเลขชั้นที่เขากำลังจะขึ้นไป แน่นอนนั้นหมายถึงชั้นเดียวกันกับผมด้วย

เขาพูดคุยกับผมแค่นั้น ก่อนจะก้มลงสนใจกับไอพอตในมือแล้วยืนฟังเพลงเงียบๆ ส่วนตัวผมก็ไม่คิดจะเซ้าซี้พูดอะไรให้มากความ เพราะถ้าเรียวจังกำลังจริงจังกับอะไรก็ตาม นั่นล่ะคือสถานการณ์ที่คนนอกไม่ควรจะเข้าไปยุ่งย่าม เพราะชีวิตจะยุ่งยากถ้าโดนด่าขึ้นมา

เสียงติ๊ดเป็นสัญญาณบอกให้ผมเตรียมตัวก้าวออกจากตัวลิฟต์และไม่ลืมที่จะหันไปมองคนข้างๆ ที่ดูเหมือนเค้าก็คงจะรู้สึกตัวเช่นกัน ถึงได้เดินเข้ามาหยุดใกล้ๆผมและยิ้มให้ตามสไตล์

ตอนนี้ลิฟต์หยุดเคลื่อนแล้วเหลือก็แค่รอประตูลิฟต์เปิดเท่านั้น

ยูยะ...
ครับผมหันไปมองตอบคนที่ยืนเงียบมาตลอดกำลังถอดหูฟังเก็บให้เข้าทีอย่างตั้งใจฟัง

จูบปากไอ้พี...รู้สึกดีไหมเรียวจังเอียงหน้าขึ้นมองผม ก่อนจะก้าวขานำออกไปหลังจากที่ประตูลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนเปิด ปล่อยให้ผมยืนค้างอยู่กับที่ รวบรวมสติทบทวนคำพูดของเขาอยู่ครู่ใหญ่ นั่นล่ะถึงได้เบิ่งตาโพล่งเมื่อพอที่จะจับใจความว่าเรียวต้องการจะสื่อความหมายของคำถามนั้นว่าอะไร
หรือว่า...

เมื่อกี้...ระ เรียวจังคนที่ผมรั้งไว้ด้วยคำถามที่ยังพูดไม่จบด้วยน้ำเสียงเลิ่กลั่ก หยุดยืนแล้วหันมามอง ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนตอนที่พูดกับผมในลิฟต์ค่อยๆ ยกมุมปากยิ้มในตาเป็นประกาย พลางเลื่อนมือขึ้นมาไล่นิ้วชี้ที่ริมฝีปากล่างของตัวเองเกลี่ยไปมา ก่อนจะจบท้ายด้วยเม้มและกัดลงไปเบาๆ ถ้าใครมาเห็นคงจะเคลิบเคลิ้มเพราะมันถือว่าเป็นท่าทางที่เซ็กซี่มากมายสำหรับคนทั่วไป ยิ่งถ้าเป็นแฟนคลับคงคลั่งน่าดู

แต่กับผม

...มันคือท่าทางที่เรียวจังจงใจล้อให้อายต่างหากล่ะ

ถ้ามีคราวหน้า ฉันคงไม่หยุดแค่มองดูเฉยๆหรอกนะ...ยูยะจังเรียวจังทิ้งท้ายคำพูดไว้แค่นั้น ก่อนจะก้าวเดินเลี้ยวและผลักประตูห้องพักของพวกเราเข้าไปก่อน ปล่อยให้ผมยืนเคว้งอยู่กับที่ ทั้งอาย ทั้งเคือง ทั้งขำ ทั้งโกรธ แต่งานนี้จะโทษใครได้...

ไม่สิ...ยังมีอยู่คนหนึ่งที่ควรจะโดนลงโทษ
คนนี้ล่ะผิดเต็มประตูเลย

เพราะยามะพีนั่นล่ะ ที่ทำให้ผมต้องมายืนเขินเพราะเรียวจังดันเห็นภาพนั้นพอดีแบบนี้
เพราะยามะพีอีกนั่นล่ะ ที่ดันมาสอนให้ผมจำ ว่าถ้าจะบอกรัก...
จูบของเราดีที่สุด

แล้ววันนี้ผมก็ค้นพบว่า...
ทฤษฎีของยามะพี มีข้อผิดพลาดร้ายกาจอยู่ข้อหนึ่ง

ถ้าคิดจะบอกรัก...แบบไม่รู้จักกาลเทศะ
สักวันพวกเราคงไม่แคล้วโดนตลบหลังเพราะถูกแอบถ่ายประจานโดยตากล้องชื่อ นิชิกิโด้ เรียวจัง แน่ๆ

 

ให้ตายเถอะ...คราวหน้าจะไม่มีอีกแล้ว
จะไม่ใจกล้าบ้าบิ่นทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว...คอยดู

 

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

- - - - - - - - - - - - - -

- - - - - - - - - -

- - - - - -

- -

 

 


Behind the Scene: Ryo see Kiss scene

 



ชายหนุ่มในชุดลำลองดูเข้ากันตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียบนิ่งสวมแว่นเลนส์สีชา เสียบหูฟัง มือหนึ่งถือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาลากเท้าเดินเอื่อยผลักบานประตูกระจกเข้าไปในบริษัทเอ็นเตอร์เทนขนาดใหญ่ที่เจ้าตัวเป็นหนึ่งในดารามีชื่อของที่นี้ โค้งศีรษะให้กับพนักงานที่เดินผ่านไปมาตอบรับคำทักทาย เดินไปยังมุมที่มีโซฟาและหนังสือพิมพ์ประจำวันจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเงยหน้ามองผ่านกระจกไปข้างนอก เมื่อได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอดไม่ใกล้ไม่ไกล

เขาลุกขึ้นยืนพิงกระจกเฝ้ามองอยู่เฉยๆ เมื่อเห็นว่ารถที่จอดสนิทนั้นเป็นของเพื่อนซี้และเด็กหนุ่มที่เขารู้จักดีกำลังเดินลงมาด้วยใบหน้าแจ่มใส

เพราะยูยะสินะ ถึงได้แวะมาหน้าบริษัทได้ ทั้งที่วันนี้ไม่มีคิวเข้ามาที่นี้เพราะมีถ่ายละครทั้งวันแท้ๆ...

ท่าทางเมื่อคืน...คงจะเคลียร์กันเรียบร้อย เพราะขนาดไอ้เพื่อนตัวดีลงทุนขับรถไปหากลางดึกแบบนั้น ถ้าเรื่องไม่จบก็คงไม่ได้หลับได้นอน ให้คนหนึ่งนั่งอีกคนหนึ่งยืนยิ้มหน้าระรื่นหน้าบานกันแบบนี้หรอก

 


เกิดเรื่องจนได้แล้วล่ะ เรียวจัง
นายโทรมาบอกฉัน เพื่อให้ตื่นมารับโทรศัพท์กลางดึกด้วยเรื่องแค่นี้ใช่ไหม...ไอ้พี
ฉันกำลังซีเรียสนะ เรียวจัง...เมื่อกี้ยูยะถามฉัน
อย่าให้ฉันถามว่า ยูยะถามอะไร เพราะไม่งั้นฉันจะวางสายถ้านายมันลีลามากนัก
ฉันก็กำลังจะพูดอยู่
เออ...ก็ว่ามาให้ไว

 


เรียวยิ่งยกยิ้มมุมปากขึ้นสูงกว่าเก่า เพราะภาพที่เขากำลังเห็นอยู่ตรงหน้ามันอธิบายได้ดีว่า แฮปปี้เอนดิ้งนะ ยังน้อยไปที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด

ก็...ยูยะเล่นจูบไอ้พีชนิดไม่กลัวว่าใครจะเห็นเลยทั้งๆที่อยู่หน้าบริษัทขนาดนั้นน่ะ ถ้าไม่เรียกว่าจบดีแล้วจะเรียกว่าจบอนาถอย่างนั้นเหรอ

เรียวเลื่อนตัวแว่นขึ้นคาดผม ใบหน้ายังจรดรอยยิ้มเอาไว้ แล้วยึดตัวออกเดินเรื่อยเข้าไปยังลิฟต์ที่เพิ่งจะมีคนก้าวออกไป หางตาตอนที่เลี้ยวเข้าไปในลิฟต์แอบเห็นว่ายูยะกำลังวิ่งเข้ามาในบริษัท เพียงแค่นั้นก็มากพอที่ความคิดบางอย่างจะผุดขึ้นมาให้เรียวได้ยิ้มสมใจกว่าเก่าแล้ว

เช็คเรตติ้งจากยูยะสักประโยค ไม่ถึงกับตายหรอก...ว่างั้นไหม

 


นายก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้วนิ ไม่งั้นคงไม่แจ้นไปหากลางดึกไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่องเขาแบบนี้หรอก
‘…’
แทนที่จะเสียเวลาคุยโทรศัพท์กับฉัน นายรีบขับไปถึงบ้านยูยะให้มันไวเถอะ ก่อนที่เด็กนั่นจะนั่งหนาวตายอยู่หน้าบ้านไปก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้ฟังคำตอบนะ
เรื่องนั้น...ฉันรู้อยู่แล้วนะ บอกมาเถอะที่ไล่ให้รีบไปเพราะอยากจะนอนเต็มที่แก่แล้วนะ
รู้ก็ดี
เออ...แค่นี้ล่ะ

เดี๋ยว...ไอ้พี
อะไร...ฉันกำลังรีบตามที่บอกไง

อย่าลืมบอกความหมายจูบของนายให้ยูยะฟังด้วยล่ะ เรื่องง่ายๆแบบนี้ สำหรับนาย...คงไม่ต้องให้ฉันสอนหรอกนะ...พีจัง

ก็แค่อธิบายในแบบฉบับของนาย ว่า...สิ่งนั้นมันไม่ใช่เพื่อใครก็ได้ แต่ต้องเป็น...เพื่อคนๆเดียวเท่านั้น

ไม่ต้องบอกฉันก็ทำอยู่แล้วล่ะ...เรียวจัง
ก็ดี

 

 


อ๊ะ อรุณสวัสดิ์ฮะ...เรียวจัง

ร่าเริงแบบนี้ ท่าทางคงจะเข้าใจความหมายดีแล้วสิท่า
ต่อไปคงไม่มีเรื่องไร้สาระมาคิดให้รกสมอง กวนใจอีกนะ...ไอ้หนู

เพราะถึงทั้งชีวิต ไอ้พีมันต้องจูบกับผู้หญิงอีกเป็นร้อยเป็นพัน
แต่จูบพวกนั้นไม่ได้มีความหมายมากเกินกว่าคำว่า หน้าที่

ก็...จูบที่แท้จริงของมัน ก็คือ ยูยะ
ที่ไม่ใช่ว่า...ทำไป เพราะสวมบทเป็นพระเอก
ตามบทละครที่ต้องรับเล่นกับใครต่อใครแบบมากหน้าหลายตา

ถึงในชีวิตจริง ถ้าให้เพื่อนรักของเขาเลือกตัวเอกขึ้นมาสักคน
ไม่วายว่าคงจะเลือกเด็กตรงหน้าแบบไม่ต้องขอตัวช่วยมาให้เปลืองเวลา

เพราะว่าจูบ มักจะมีความหมายมากกว่านั้น ถ้าคนที่มันจูบ คือ ยูยะ
เพราะเวลาที่ไอ้พีมันจูบยูยะ มันก็แค่อยากจะบอกว่า

...รักยูยะ ทุกครั้งที่จรดริมฝีปากลงไปนั่นล่ะ

‘My meaning of kiss is Love,
so my kiss is You.’


จบ.

Category : One ● shot


  • password
  • เจ้าของบล๊อกนี้เท่านั้นที่อ่านได้

trackbackURL:http://lecielinlove.blog.fc2.com/tb.php/8-95886289
▲ top