Be with you

Posted by Leciel ღ Inlove on 16.2011 0 comments 0 trackback
The Story :: Be with you.
Type :: One shot
Character :: Yamapi & Yuya
By. Leciel_InLove





ผมเงยหน้ามองเรียวจังที่เดินถือผ้าขนหนูสีขาวของตัวเองยื่นให้กับสต๊าฟคนหนึ่ง เห็นพวกเขาพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เรียวจังจะเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ เมื่อเห็นว่าผมมองเขาไม่กะพริบตา

“มองแบบนี้...ไอ้พีมันจะเดือดร้อนนะ ยูยะ”
“เรียวจังใช่ผ้าขนหนูเหรอฮะ...”
“อืม...ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มันนะ”
“อ้าว...ทำไมล่ะครับ”
“ก็...มีคนที่จำเป็นต้องใช้มันมากกว่าฉันกำลังจะมานะสิ

ผมเงยหน้ามองคนที่ลูบหัวผมเบาๆ ก่อนจะผละจากไปอย่างสงสัย ทั้งที่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า...ผ้าขนหนูของแต่ละคนถือว่าเป็นของส่วนตัวที่ทางสต๊าฟจะต้องจัดไว้ให้พร้อม ไม่มีการหยิบยืมกันและกันให้เสียเวลา

แล้วใครล่ะ...ที่เรียวจังลงทุนให้ยืมผ้า
ใครกันนะ...ที่เรียวจังพูดถึง







เสียงกรี๊ดของแฟนๆดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกำหนดเวลาการแสดงคอนเสิร์ตกระชั้นชิดเข้ามา ตอนนี้พวกเราทุกคนกำลังยืนเตรียมพร้อมที่จะออกไปสนุกสนานกัน หลังจากที่ได้ทำการบูมเพื่อรอขึ้นคอนเสร็จเรียบร้อย

วันนี้ผมได้ยินจากยามะพีก่อนจะขึ้นมาแสตนบายว่าอุจิคุงจะมาเป็นเกสให้เราด้วยล่ะ แต่ก็ยังเซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกันนะว่าจะขึ้นมาตอนไหน เพราะดูจะเป็นความลับของเรียวจังกับยามะพีแค่สองคน

“ยังเจ็บคออยู่หรือเปล่า...ยูยะ” เพิ่งนึกถึงแท้ๆก็เดินมายืนอยู่ข้างหลังให้ตกใจเชียว

ผมหันไปยิ้มกว้างส่ายหน้าปฏิเสธคำถามของเขา แต่ยามะพีก็ยังไม่เลิกกังวล เขาเอื้อมมือแตะที่ลำคอของผมเบาๆ เหมือนจะวัดอุณหภูมิ ก่อนที่จะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากของเราแนบชิดกัน ผมได้ยินเสียงถอนหายใจของยามะพีชัดเจนพอๆกับที่ลมอ่อนๆ รินรดอยู่ใกล้ๆริมฝีปากพอดิบพอดี

“ถ้าไม่ไหว...ก็อย่าฝืนนะ ฉันเป็นห่วง”
“ครับ...จะไม่ฝืน”

“ยามาชิตะคุง...มายืนประจำตำแหน่งได้แล้วครับ” เสียงของสต๊าฟเรียกเสียงทอดถอนใจของยามะพีได้อีกรอบ จนผมยังอดยิ้มเจื่อนๆให้ไม่ได้ รู้สึกแย่เหมือนกันที่ทำให้เขาต้องเป็นห่วง ผมไม่ลืมที่จะโบกมือให้กับคนที่ยังหันมองมาทั้งที่ไปยืนอยู่ประจำตำแหน่งของตัวเองแล้วก็ตามให้คลายกังวล

”พร้อมนะ...ทุกคน” ยังคงเป็นเสียงของสต๊าฟอีกเช่นเคยที่บอกให้เราทุกคนตั้งสติและทำสมาธิก่อนที่การแสดงจะเริ่มขึ้น

แต่สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นเรียวจังกำลังขะมักเขม้นกับการกดมือถือ เหมือนจะพิมพ์ข้อความส่งหาใครสักคนอยู่ และไม่นานเขาก็ส่งเครื่องมือสื่อสารของเขาให้กับสต๊าฟอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน แล้วผมก็ต้องเก็บความฉงนสนเทศไว้เพียงเท่านั้น...เมื่อตอนนี้พื้นเวทีค่อยๆยกตัวพวกเราขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับเสียงกรี๊ดร้องเรียกและแสงสว่างที่สาดส่องมา

บางที...ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า คนที่เรียวจังฝากผ้าขนหนูไว้ให้กับข้อความที่ส่งไปจะเป็นคนๆเดียวกับที่ผมนึกอยู่ในใจหรือเปล่านะ






ความสนุกสนานดำเนินมาได้ไกลพอสมควร
ในที่สุดเซอร์ไพรส์ที่ผมรอคอย
ไม่สิต้อง...ทุกคนรอคอยก็มาถึง




"แล้วเกสของเราวันนี้......................อุจิ ฮิโรกิ!!!!!!"




เสียงของยามะที่ตะโกนเรียกชื่อดังขึ้น ในขณะที่พวกเรากำลังร้องเพลง TEPPEN และยืนอยู่ตรงเวทีกลาง ต่างหันไปมองที่หลังเวทีเป็นตาเดียว แล้วเวลานั้นเอง...คำถามที่ผมอยากรู้ก็ไขกระจ่าง เมื่อผมเห็นอุจิคุงเดินมาพร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวของเรียวจังที่พาดอยู่บนไหล่ออกมาด้วย

และก็คงจะเป็นคนเดียวกับที่เรียวจังส่งข้อความไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและมีความสุขคนนั้นด้วยสินะ

ผมมองดูอุจิคุงเดินออกมาจากหลังเวที สายตาของเขากวาดมองมาที่พวกเราทีละคน ทีละคน ด้วยแววตาหวั่นๆ เมื่อผมเห็นว่าเขาหันมาสบตากับผม รอยยิ้มกว้างขวางจากใจจริงคือสิ่งเดียวที่ผมทำได้เพื่อเป็นกำลังใจให้เขา

ไม่ถึงช่วงอึดใจ...ภาพต่อมาก็ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเริงร่าพร้อมๆกับทุกคนที่ปรบมือชอบใจและเสียงกรี๊ดสนั่นฮอลล์จากแฟนๆที่ร่วมชมในรอบนี้

เมื่ออุจิคุงกระโจนโผเข้ากอดเรียวจังที่ไม่ทันตั้งตัวและเกือบจะเอนหงายไปข้างหลัง ถึงผมจะไม่ได้ยินเสียงโวยวายจากคนที่เกือบจะก้นกระแทกหรือเสียงของคนที่ถลาเข้ามาหาแบบไม่ยั้งแรงว่าพูดอะไรกัน แต่มันก็คงจะลึกซึ้งพอที่จะทำให้คนสองคนยิ้มให้กันได้อย่างอ่อนโยนแบบนั้นอย่างแน่นอน

ผมยังคงร้องเพลงคลอในท่อนของตัวเองต่อไป เฝ้ามองสองคนนั้นจับจูงมือกันและกัน ก่อนที่อุจิคุงจะออกวิ่งในขณะที่มีเรียวจังคอยตามอยู่ข้างหลัง สลับกับตะโกนเรียกให้คนตรงหน้ารอเขาอยู่ตลอดเวลา

และตอนนั้นเอง...ที่ผมรู้ว่าทำไมอุจิคุงถึงจำเป็นต้องมีผ้าขนหนูของเรียวจังไว้ข้างกาย
...เพราะแบบนี้นิเองซินะ

‘น่ารักจังเลยนะฮะ...เรียวจัง’







“งานแรกก็ละครเลยหรออุจิคุง...” ผมเอ่ยถาม หลังจากที่การแสดงคอนเสิร์ตเสร็จสิ้น และตอนนี้พวกเราทุกคนก็กำลังเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับไปนอนค้างที่โรงแรมที่ทางบริษัทจัดไว้ให้

“อืม ใช่แล้วล่ะ โตขึ้นเยอะเลยนะยูยะ” ผมเดินเข้าไปหาอุจิคุงที่หันมาตอบพลางกวักมือเรียกผมเข้าไปใกล้ “แต่ยังไง...ฉันก็ยังสูงกว่าอยู่ดี...”
“อุจิคุงนิสัยไม่ดีก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะครับ” ผมตอบกลับทั้งที่ยอมให้มือนุ่มๆนั้นลูบหัวเบาๆ แกมเหลือบมองรอยยิ้มเอ็นดูอย่างระอา เรื่องความสูงเนี๊ยโดนเป็นประจำเลยให้ตาย

"ปากยังงี้มันน่าจับมาจูบซะให้เข็ด" ผมเหล่มองริมฝีปากอิ่มๆของคนที่เพิ่งจะล้อเลียนเรื่องสัดส่วนกับผม ที่ตอนนี้จะเปลี่ยนมาล๊อกคอผมเอาไว้แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้ม เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วล่ะครับ ก็เมื่อก่อนแก้มผมมักจะช้ำอยู่บ่อยๆก็ไม่ใช่เพราะใครหรอกครับ ถ้าไม่ใช่เพราะอุจิคุงคนนี้ไม่หยิกเพราะหมั่นเขี้ยวก็หอมแรงๆเพราะหมั่นไส้

แต่ก่อนที่อะไรๆจะเกิด มือคุ้นตาก็เข้ามาขวางที่สำคัญยังดันหัวอุจิคุงไปซะเต็มแรง ในขณะที่แค่ดึงผมออกมาห่างๆ แถมยังผลักๆให้ผมไปยืนอยู่ข้างหลังอีก
นี้ก็อีกคน...เดี๋ยวนี้แก้มผมไม่ได้ช้ำเพราะคนอื่นแล้วล่ะครับ แต่จะเป็นเพราะคนนี้ต่างหาก

"พอๆเลิกๆ นายนี่มันไม่ทิ้งนิสัยเดิมจริงๆนะ"

"โธ่ ฉันก็แค่อยากแสดงความรักบ้าง ยามะพี"
"งั้นหรือ" ผมมองตามนิ้วที่ยามะพีชี้ไปทางเรียวจังที่กำลังเดินมานั่งอยู่หน้ากระจก พลางหยิบหนังสือที่วางอยู่หน้ากระจกขึ้นมาเปิดๆดู "ไปทำซะสิ"

"ฉันไม่ใช่หมานะ ยามะพี!!!!" ถึงจะตะโกนซะผมยังสะดุ้งโหยง แต่ก็ยังเดินไปหาเรียวจังอย่างว่าง่าย แม้ว่าหน้าตาจะขมวดมุ่ย ปากบ่นพึมพำก็ตามที

“นายเองก็เถอะ...ยูยะ อยากให้ฮิโรกิมันหอมอยู่ได้” พออุจิคุงเดินไป ก็ได้ฤกษ์หันมาดุผมอีกแหนะ
“ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนิครับ ทำอย่างกับตัวเองไม่เคยทำไปได้” ผมตอบเสียงเบาในตอนท้าย แต่ก็ยังมองเรียวจังที่เลิกสนใจกับหนังสือหันมามองอุจิคุงที่เดินไปหา แล้วเรียวจังก็เอื้อมมือหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ตรงเก้าอี้ข้างๆที่ผมรู้ดีว่าเป็นของใครโยนลงไปไว้ที่พื้นอย่างไม่ใยดี

"นะ...นั่นมันกระเป๋าฉันนะเว้ยไอ้เรียว" โดนแล้วไหมล่ะครับ...ยามะพี
"อ๊ะ!! โทษทีนะ ยามาชิตะคุง" อุจิคุงค่อยๆทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่เคยเป็นของเจ้าของกระเป๋าที่ตั้งท่าโวยวาย ก่อนจะทำท่าตบๆจับๆที่วางแขนด้วยใบหน้าแย้มยิ้มออกแนวเยาะเย้ยและไม่ลืมที่จะพูดจาแดกดันคนที่เอาแต่ยืนทำหน้าหงิกอยู่ข้างผมอย่างสบายอารมณ์ "สบายจริงๆ"

ผมแอบขำแต่คนที่ยืนอยู่ข้างผมก็ยังไม่วายหันมางอแงกับผมจนได้ “หัวเราะอะไร...ยูยะ”
“อะ...เปล่าฮะ” ในเมื่อขำออกมาไม่ได้ ผมก็เลยต้องทำเป็นยิ้มกว้างกลั้นเอาไว้อย่างนั้นล่ะครับ เดี๋ยวจะโดนพาลซะใหญ่โต

“ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะกันเลยนะ มานี่เลย” มือหนาๆคว้าเข้าที่แขนของผม แล้วเดินนำไปหยุดอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ถ้วยน้ำอุ่นถูกยื่นส่งมาตรงหน้า
“นายต้องดื่มน้ำเยอะๆน่ะ จะได้หายเจ็บคอ” ผมรีบรับมาไว้ในมือ ยกขึ้นดื่มตามความต้องการของคนห่วงที่เฝ้ามองจนผมดื่มหมดแก้ว แล้วก็ตามด้วยยาอมเม็ดเล็กๆที่ยามะพีส่งมาให้อมไว้

"ชิเงะ!!! คิดถึงจัง คิดถึง คิดถึงที่สุด คิดถึง คิดถึง" ผมหันไปมองคนที่อุจิคุงตะโกนซะดังลั่นห้องที่เดินเข้ามาพร้อมกับโคยาม่าและมัสสึดะ
“ห้องดูคึกคักขึ้นมาเลยเนอะ พออุจิมาน่ะ” โคยาม่าหันมาคุยกับมัสสึดะ หลังจากที่มองดูชิเงะพูดคุยกับอุจิคุงเรื่อยเปื่อย พลางหันมามองที่ผมและยามะพีเหมือนจะถามความคิดเห็น

“หนวกหูสิไม่ว่า...” ยามะพีเอ่ยขึ้นลอยๆ ส่ายหัวทำหน้ารำคาญ
“แต่ก็ชอบใช่ไหมล่ะ” มัสสึดะยิ้มตาหยี ก่อนจะเหล่คนขี้รำคาญที่แสร้งทำตาขรึม มองค้อนให้พวกเราหัวเราะกันยกใหญ่

“พูดมากไปล่ะ นายน่ะ” ปากก็ว่า แล้วก็แก้เก้อด้วยการจับไหล่ของผมดันให้นั่งลงกับเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างหลังแล้วก็เสมองไปทางอื่น แต่ผมก็ดูรู้หรอกว่านั่นนะ...ท่าอายประจำของยามะพีเขาล่ะ

ใครจะรู้...ว่าคนที่ดีใจไม่แพ้เรียวจังที่อุจิคุงกลับมาอีกครั้ง ก็คือ คนที่ปากไม่ตรงกับใจ คนนี้ล่ะครับ








เวลาล่วงเลยมาถึงตอนใกล้ค่ำ ตอนนี้รถตู้ที่กำลังจะพาพวกเราไปส่งยังที่พักสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว

"วันนี้ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณคร้าบบบ"
"ขอบคุณครับ"
"เหนื่อยอีกครั้งนะครับวันนี้ ขอบคุณครับ"

พวกเราต่างโค้งให้กับพนักงานและสต๊าฟแต่ละคนที่ก็ทำไม่ต่างจากพวกเรา เช่นกัน

“หันกลับไปมองแล้วก็ยิ้มแบบนี้อยู่นานแล้วนะ ยูยะ...อิจฉา พวกนั้นหรือไง...หืม” ผมเลิกหันหลังไปมองเรียวจังกับอุจิคุงที่เดินรั้งท้ายทันที หลังจากได้ยินเสียงของยามะพีที่เดินอยู่ข้างๆกันก้มลงมาทัก

“เปล่านิฮะ...ผมแค่ดีใจที่อุจิคุงกลับมา เท่านั้นเองล่ะครับ”
“ถ้าอย่างนั้น...ก็แล้วไป”

“ทำไมล่ะฮะ...” ผมเงยหน้ามองยามะพีที่กำลังค้อมหัวให้กับสต๊าฟที่เพิ่งจะเดินผ่านไป
“เปล่า...ก็แค่ แล้วไปที่นายมองฮิโรกิ แต่ถ้ามองไอ้เรียวล่ะก็...เป็นเรื่องแน่” คำตอบของยามะพีที่ก้มลงมากระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน เรียกเสียงหัวเราะจากผมได้พอๆกับที่เราต่างกระชับมือที่จับจูงของกันและกันแน่นขึ้นกว่าเก่า

“ขำอะไรของนาย”
“ก็ขำคนขี้หวงนะสิครับ”
“ถ้าอย่างนั้น นายก็ยังรู้จักคนขี้หวงอย่างฉันน้อยไปแล้ว”

ผมยิ้มร่าแสร้งไม่ยี่หระกับคำขู่ของคนข้างๆ รีบวิ่งไปหาโคยาม่าที่ชะโงกหน้าออกมาจากรถตู้โบกมือเรียกเราทั้งสอง ในขณะที่ชิเงะกำลังยืนอยู่ข้างประตูมองมาที่เราเช่นกัน ผมหันไปมองยามะพีที่กำลังเดินเข้ามาใกล้และมีมัสสึดะที่เดินตามมาติดๆ

แต่เอ๊ะ...แปลกจัง

"แล้วอุจิคุงกับเรียวจังไปไหนแล้วล่ะ" ผมเอ่ยถามหลังจากที่ชะโงกหน้ามองไปด้านหลังที่น่าจะมีคนอีกสองคนเดินรั้งท้ายตามมา

"นั่นสิ เมื่อกี้ยังเดินตามมาอยู่เลย" มัสสึดะเองก็สงสัย ได้แต่ชะเง้อมองเข้าไปตรงทางที่เดินออกมา
"ถ้าสองคนนั้นออกมาก็ไม่ได้ไปด้วยกันหรอกหน่า ขึ้นรถสิยูยะ" ยามะพียืนอยู่ข้างหลังผมพลางดันผมให้เดินขึ้นรถไป

"อะไรกันล่ะ ก็อยากคุยกับอุจิคุงนี่" ผมอดจะงอแงไม่ได้ ก็ได้เจอกันทั้งที
"อยากรู้อะไรถามฉันนี่ ไปขึ้นรถได้แล้วจอมซน" ยามะพียังไม่ละความพยายามจนผมต้องยอมก้าวขึ้นรถไปอย่างจำใจ

"เรียวจังพาฮิโรกิไปตัดผมน่ะสิ พรุ่งนี้แถลงข่าวละคร" โคยาม่าก็แสนจะรู้ใจรีบตอบข้อข้องใจให้เสร็จสรรพ
"อ้อ งี้นี่เอง"

มัสสึดะที่เอาต่างชะโงกมองทั้งที่รู้แล้วว่าอีกสองคนไปไหน ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังจะโดนเพื่อนๆ ทิ้งให้ยืนอยู่ที่ลานจอดรถคนเดียวเสียนี่ กว่าจะหันมาได้ก็เพราะได้ยินเสียงเร่งเครื่องของคุณลุงคนขับรถนั้นล่ะ

"เฮ้ย!! ฉันยังไม่ได้ขึ้น ปิดประตูทำไมเล่า ชิเงะ!!! เปิดสิ ชิเงะ!!” ชิเงะเองก็ดูจะสงสารมัสสึดะอยู่เหมือนกัน แต่พอจะเอื้อมมือเปิดให้ ก็ไม่วายจะหันมามองยามะพีที่นั่งกอดอกยิ้มอยู่ข้างๆผม

ก็ใช่นะสิ...แผนปิดประตูล๊อกไม่ให้ มัสสึดะขึ้นนะ จะมาจากใครได้ ถ้าไม่ใช่จากหัวหน้าวงตัวดีที่เอาแต่ยิ้มกริ่มไปพลางหัวเราะไปพลาง เพราะอยากจะแก้แค้นที่ทำให้เจ้าตัวเขาอายตอนที่อยู่ในห้องแต่งตัวน่ะ

“ถ้านายเปิด นายได้เป็นเพื่อนเดินกลับโรงแรมกับเจ้ามัสสึแน่...ชิเงะ”

ร้ายกาจจริงๆนะ...ยามะพีเนี่ย









“จะไปหายามะพีเหรอ...ยูยะ” มัสสึดะชะโงกหน้าถามผมที่กำลังจะเปิดประตูก้าวออกไปจากห้อง
“ใครบอกล่ะ...จะไปหา อุจิคุงต่างหากล่ะ”
“จะกลับมาแล้วเหรอ...ก็เห็นโคยาม่าบอกว่าไปตัดผมนิ”
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่รีบไปตอนนี้ เดี๋ยวจะไม่ได้ไปเลยนะสิ”
ใช่...เพราะมีคนขี้หวงคอยตามคุมแจอยู่นิ นี้ก็คงจะอาบน้ำอยู่ล่ะ ใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่า

“แล้วจะกลับมาที่ห้องหรือเปล่าล่ะ” มัสสึดะถามก่อนจะเอื้อมมือหยิบกุญแจตรงโต๊ะหัวเตียง โยนส่งมาให้
“ขอบใจนะ...แต่ดูก่อนแล้วกัน ราตรีสวัสดิ์ มัสสึ”
“อืม...” ผมล๊อกประตูปิดห้องให้คู่หูเสร็จสรรพ ก่อนจะเดินยิ้มร่าไม่ลืมเก็บกุญแจห้องใส่กระเป๋าเสื้อคลุม

ห้องที่สองขวามือเป็นห้องของอุจิคุง เดี๋ยวก็เคาะเรียกให้พี่สต๊าฟที่อยู่ด้วยกันมาเปิดเข้าไปนั่งเล่นพลางๆก่อนก็ได้ ว่าแล้วผมก็เร่งฝีเท้าหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู เอื้อมมือเตรียมเคาะเรียก


“อ๊ะ!...”


ยังไม่ทันที่มือจะสัมผัสถูกบานประตูด้วยซ้ำ มือหนาของใครบางคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังก็ปิดปากผมไว้ พร้อมกับมืออีกข้างที่โอบรอบเอวและยกตัวผมขึ้นได้อย่างสบายๆ

“ไม่เชื่อฟังแบบนี้ คืนนี้คงต้องจัดการแล้วสิ จอมซน” ผมเหลือบมองเสี้ยวหน้าคนที่ล๊อกตัวผมไว้อย่างแน่นหนา น้ำเสียงคุ้นเคยทำให้ผมเพิ่งจะมานึกออกได้ว่า ตัวเองลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท

ก็ห้องยามะพีน่ะ...อยู่ตรงข้ามห้องอุจิคุง นี้เอง
...เสร็จกัน

ผมถูกยามะพีอุ้มเข้าไปในห้องของเขาอย่างง่ายดาย ทันทีที่ประตูบานใหญ่ปิดลง ร่างของผมก็ถูกดันจนติดประตูโดยมีคนที่ลากผมเข้ามาในห้องทาบทับแนบชิด

“ยะ...ยามะพี อะ...อาบน้ำแล้วเหรอฮะ” ทำไมเร็วจัง
“ถ้าอาบยังไม่เสร็จจะได้มาทันเห็นเด็กดื้อกำลังจะย่องเข้าห้องคนอื่นหรือไง...หืม” ยามะพียิ้มกริ่มพลางก้มหน้าลงมาใกล้ จนผมต้องเบนหลบริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ใกล้ๆจนรู้สึกจักกะจี้

“คะ...ใครบอกว่าผมย่องเข้าล่ะฮะ ยามะพีต่างหากล่ะที่ย่องมาข้างหลังคนอื่น อ๊ะ...อย่าสิฮะ” ผมยกมือขึ้นลูบที่ติ่งหูเบาๆหลังจากที่ถูกฟันคมๆของคนตรงหน้าขบจูบ หยอกล้อ

“ไม่ต้องมาทำนอกเรื่อง คิดใช่ไหมล่ะ ว่าถ้าออกมาตอนเนี๊ยนะ ฉันจะไม่รู้น่ะ...เจ้าเล่ห์นัก” ยามะพีอ้าปากงับลงเบาๆที่ปลายจมูกของผมเหมือนจะทำโทษ

“ก็ผมแค่อยากจะออกมาคุยกับอุจิคุงที่ไม่ได้เจอกันนานก็เท่านั้นเอง นะฮะ...คืนนี้ผมขอนะฮะ” ผมยิ้มอ่อนๆ เอียงคอมองคนที่สบตาผม ทำใจแข็งเลื่อนมือโอบที่รอบคอของเค้า ทั้งที่ในใจน่ะเต้นแรงจนจะกระเด้งออกมาอยู่ข้างนอกอยู่รอมร่อแล้ว...ให้ตายเถอะ อายนะเนี๊ย

คนตรงหน้าเองก็ชั่งใจคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นๆจะประทับที่หน้าผากของผมเร็วๆ และคำตอบที่ทำให้ผมรู้ว่า วิธีอ้อนเก่าๆของผมใช้ไม่ได้ผลเสียแล้วงานนี้

“ฉันไม่มีทางยอมหรอก...ยูยะ อย่าอ้อนให้ยากเลยน่ะ คืนนี้นายต้องนอนที่ห้องนี้กับฉันเท่านั้นล่ะ”
“อ๊ะ ดะ...เดี๋ยวสิฮะ” ผมแทบจะตั้งตัวไม่ทัน เมื่อยามะพียกผมขึ้นมาอุ้มจนตัวลอยพลางก้าวยาวๆไปที่เตียงนอนหลังเดี่ยวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับหน้าต่าง โดยไม่ฟังคำทัดทานแม้แต่น้อย

“นายยังคิดว่าจะได้คุยกับฮิโรกิหรอกเหรอ...บางทีตอนนี้ไอ้เรียวมันก็คงจะทำอย่างที่ฉันทำเนี๊ยล่ะ” ยามะพีวางร่างของผมลงบนเตียงนุ่มแผ่วเบา ก่อนจะทาบทับลงมาคลอเคลีย แถมขังผมไว้ในอ้อมแขนของเขาเสียหนาแน่น จนผมแทบจะขยับเขยื้อนตัวไม่ได้เลย

“ยามะพี ทะลึ่ง อ๊ะ อืม”
“นายต่างหากที่คิดทะลึ่ง” ยามะพีจูบซับริมฝีปากของผมเชื่องช้า มือหนาลูบที่อุ้งมือของผมก่อนจะสอดประสานกันและกัน

“แต่เดี๋ยวผม อือ...ต้องกลับ อ๊ะ ไปที่ห้องนะฮะ”
“ไม่กลับไปนอน...มัสสึดะมันก็คงไม่โดนผีหลอกหรอกน่ะ”

“อ๊ะ...ยามะพี อืม...เดี๋ยวก่อน อือ สิฮะ” ผมพยายามแกะมือที่เกี่ยวกวัดออก แล้วเลื่อนขึ้นมาประคองใบหน้าของเขาให้อยู่นิ่งๆสักนาทีก็ยังดี

“หืม...ว่ายังไง” แต่กว่าจะเป็นผล ผมก็หอบหนักแทบแย่ แต่ยามะพีก็ยังไม่ลดละที่จะแตะต้องผมเลยแม้แต่น้อย เขาเปลี่ยนจากจูบที่ริมฝีปากเป็นคลอเคลียที่ซอกคอของผมแทน มือหนาเริ่มลูบไล้เข้าไปใต้เสื้อคลุมที่ผมใส่อยู่อย่างเชื่องช้า

"ผม...อือ...มีเรื่องอยากจะ...อ๊ะ...ถามฮะ"

"ฉันฟังอยู่"

“ยามะพีจะคอย...สนับสนุนผม...เหมือนที่เรียวจัง...จะคอยสนับสนุนอุจิคุงไหมฮะ”

คนถูกผมถามนิ่งงันไปจนผมรู้สึกได้ หลังจากที่ผมตัดสินใจถามคำถามที่มันวนเวียนอยู่ในความคิดของผมอยู่นาน ก็ตั้งแต่เรียวจังประกาศบนเวทีนั้นล่ะครับ คำพูดประโยคนั้นของเรียวจัง มันก็ติดค้างฝังใจผมตลอด มันทำให้ผมอดคิดไปถึง คนรักขี้ลวนลามของผม คนนี้ไม่ได้




'ผมเองก็อยากจะเติบโตไปพร้อมกับสนับสนุนอุจิไปด้วยครับ'




มือหนาที่ทำให้ผมสั่นสะท้านไปทั้งตัวตอนนี้กับหยุดนิ่งและเลื่อนขึ้นมาเกลี่ยที่แก้มใสแดงระเรื่อของผมช้าๆ เราสองคนสบตากันเนินนาน ผมไม่รู้ว่าตัวเองแสดงหน้าตาแบบไหนออกไปให้เขาเห็น เขาถึงได้ยิ้มและก้มหน้าประทับริมฝีปากจุมพิตที่เปลือกตาทั้งสองข้างของผมอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอมขนาดนี้

“แน่นอนอยู่แล้ว ต่อให้นายจะเลือกไปทางไหน ทุกทางที่นายจะไป...จะมีฉันยืนอยู่ข้างๆเสมอ ยูยะ”

แค่นี้ล่ะครับ แค่นี้...ก็เพียงพอให้ผมโผโอบรอบคอยามะพีเอาไว้แน่นแล้วล่ะฮะ

ไม่รู้ว่าทำไมขอบตาถึงได้ร้องผ่าวโดยแบบนี้ แต่แค่ได้ฟังคำตอบนี้จากเขา ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเอง ตัวเบาหวิว เหมือนจะลอยระริว ถ้าไม่คว้ายามะพีเข้ามากอดเอาไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะลอยไปไกลแค่ไหนเหมือนกัน...

จะมีใคร มีความสุขเหมือนผม และเท่ากันกับตัวผมในตอนนี้หรือเปล่าครับ

“ผมก็จะ...สนับสนุนยามะพีตลอดไปฮะ” ผมกระซิบที่ข้างหูของยามะพีแผ่วเบาแต่หนักแน่นเหมือนกับที่เขาให้คำตอบผม...เช่นกัน

“ยูยะ...”
“ครับ...”
“ขอจูบสัญญาได้ไหม” ผมยิ้มกว้าง ก่อนจะคลายอ้อมกอดและเป็นฝ่ายยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตหวานๆที่ริมฝีปากของยามะพีก่อน

“สัญญาครับ” ผมเอื้อมมือสัมผัสมุมปากที่ยกยิ้มของยามะอย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ยามะพีจูบซับปลายนิ้วของผมอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เราทั้งสองคนจะสบตากันและกัน และจุมพิตสัญญาเนินนานและแนบแน่นยิ่งกว้างคืนไหนๆ...

“ฉันก็...สัญญา ยูยะ”








“อรุณสวัสดิ์...มัสสึ เมื่อคืนนอนหลับสบายหรือเปล่า” เสียงทักทายยามเช้าของชิเงะ เรียกสติให้มัสสึดะหันไปโบกมือและเดินเข้าไปนั่งสมทบที่โต๊ะอาหาร ในคาเฟ่ของโรงแรมที่ตอนเช้าแบบนี้ผู้คนยังน้อยอยู่

“อืม...หลับเป็นตายเลย แล้วโคยาม่าล่ะ”
“ซื้อข้าวเช้าอยู่น่ะ แล้วยูยะล่ะ”
“หืม...ไม่รู้สิ สงสัยอยู่ห้องอุจิมั้ง ยังไม่กลับมาที่ห้องเลยตั้งแต่เมื่อคืน” ชิเงะขมวดคิ้วฉับ
“เฮ้ย...เรียวกับอุจิก็พึ่งพากันขึ้นไปเล่นฟิตเนสที่ชั้นสองของโรงแรมอยู่เนี๊ย แล้วเมื่อคืนอุจิก็นอนที่ห้องเรียวนะ...ยูยะจะไปอยู่ที่ห้องอุจิได้ไง”

“ห๊ะ...ว่ายังไงน่ะ”
“ก็ว่าอย่างที่ได้ยินนั้นล่ะ แล้วนี้ตกลง...ยูยะไปไหนล่ะเนี๊ย ยามะพีก็อีกคน ไปเคาะประตูห้องเรียกอยู่ตั้งนานก็ไม่มีเสียงตอบ ไม่รู้หายไปไหน” ชิเงะบ่นพลางโบกมือเรียวโคยาม่า ที่กำลังกวาดตาเหมือนจะมองหา

“บางที...คงจะอยู่ด้วยกันล่ะมั้ง” มัสสึดะเท้าค้าง หลับตาเหมือนยังง่วงๆอยู่
“’งั้นเหรอ” ชิเงะทำหน้าฉงน ก่อนจะเลิกสนใจเรื่องที่กำลังสงสัย เพราะโคยาม่าจะวิ่งร่าเข้ามาพร้อมกับกับข้าวน่ากิน

...ก็อาจจะเป็นไปได้








แสงสว่างยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีขาวสะอาดส่องเข้ามาถึงในห้องที่มีเตียงคู่อยู่ใกล้กัน เตียงฝั่งหนึ่งยังคงสภาพเรียบร้อยเหมือนตอนที่เข้ามาเช็คอินทุกประการ

ในขณะที่อีกฝั่งมีคนคู่หนึ่งที่ใครๆกำลังสงสัยว่าหายไปอยู่ไหม กำลังเบียดซบกันและกันอยู่บนที่นอนแคบๆ ร่างเล็กบางดูเหมือนจะถูกกลืนหายเข้าไปในวงแขนของคนตัวใหญ่กว่าที่โอบรัดเขาเอาไว้ ราวกับจะปกป้องกันลมหนาวไม่ให้มาทำให้คนในอ้อมแขนหนาวสั่น ทั้งคู่หลับสนิทในขณะที่คนตัวเล็กมีเสื้อสีขาวหลวมโครกปกคลุมร่างกายแต่อบอุ่นกว่าใครเพราะมีทั้งอ้อมกอดและผ้าห่มห่อหุ้มเอาไว้ ในขณะที่คนที่นอนเคียงกันมีแค่ผ้าห่มผืนหนาและกางเกงขายาวสวมใส่อยู่เท่านั้น แต่เขาก็คงอบอุ่นพอกัน เพียงแค่ได้กอดคนที่รักเอาไว้อย่างนั้นทั้งคืน

ยามขยับตัว พวกเขายิ่งใกล้กันมากขึ้นและแนบชิดกันมากกว่าเก่า
รอยยิ้มจากใบหน้าเปี่ยมสุขเป็นหลักฐานยืนยันได้ดีว่าพวกเขา...มี ความสุข แค่ไหน

‘ยามะพีว่า...เรียวจังกับอุจิคุงจะมีความสุขเหมือนพวกเราไหมฮะ’
‘ใครบอกล่ะ ว่าจะสุขเหมือน ถึงยังไงฉันก็ต้องมีความสุขกว่าอยู่แล้วล่ะ’
‘ขี้งกจังนะฮะ’
‘ก็แต่เฉพาะเรื่องของนายเท่านั้นล่ะ’

‘แล้วยามะพี...จะรักษาสัญญาไหมฮะ’
‘เท่าชีวิตที่มีฉันก็ให้นายได้...ยูยะ’
‘ผมไม่เอาทั้งชีวิตหรอกฮะ’
‘หืม...’

‘ผมขอแค่...ตอนที่มีเรา เท่านั้นก็พอแล้วครับ’
‘ถ้าอย่างนั้น...ฉันสัญญาว่าจะมี...เรา...ตลอดไป’
‘ฮะ...จะมี...เรา...ตลอดไป’




:: THE END ::
Category : One ● shot


  • password
  • เจ้าของบล๊อกนี้เท่านั้นที่อ่านได้

trackbackURL:http://lecielinlove.blog.fc2.com/tb.php/3-a1648844
▲ top