He’s mine

Posted by Leciel ღ Inlove on 16.2011 0 comments 0 trackback
The Story :: He’s mine.
Type :: One shot
Character :: Yamapi & Yuya/Jin & Kame
By. Leciel_InLove




“นิ่มจังเลยนะ ตักเคจังเนี่ย”




เสียงใสๆดังลอดมาให้คนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาต้องเหลือบมอง ลืมส่งเสียงทักทายไปชั่วขณะก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มน้อยๆ อย่างเอ็นดู

“แล้วระหว่างตักโคยาม่ากับตักไอ้พีของใครมันนิ่มกว่ากันหล่ะ ยูยะ” เรียวที่นั่งพักสายตาเงียบๆอยู่ฝั่งตรงข้ามถามเรียบๆ ในขณะที่หัวยังเอนพิงพนักโซฟา ยูยะหันมายิ้มกว้างก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจเต็มที่

“ก็ต้องเป็นตักของยามะพีสิฮะ”

เรียวยิ้มรับคำตอบ ก่อนจะผงกหัวขึ้นหรี่ตามองไปที่หน้าประตู
“หึ...แล้วไอ้คนตรงนั้นน่ะ จะยืนยิ้มเหมือนคนบ้าอีกนานไหม”
“แล้วถ้าฉันจะยืนยิ้มเป็นคนบ้า...มันไปหนักส่วนไหนของนายว่ะ ไอ้เรียวจัง” ทั้งที่พูดจาเสียดสี แต่ใบหน้าของยามะพียังคงเปื้อนยิ้มไม่คลาย

“อรุณสวัสดิ์...ยามะพี” พ่อทูนหัวของยูยะส่งเสียงทักทายขัดจังหวะการปะทะฝีปากขึ้นมาเสียก่อนที่เรียวจะสรรหาคำพูดอื่นมาด่าตามประสา เพราะถือหลักด่าเพื่อนวันละนิด ชีวิตเรียวจะสดใส

ยามะพยักหน้ารับเดินไปนั่งตรงโซฟาอีกฝั่ง ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับเด็กหนุ่มที่นั่งกอดคอโคยาม่าแล้วตบที่ตักของตัวเองเปล่งเสียงเรียกเบาๆ “ยูยะ...”

เด็กหนุ่มก็ช่างรู้หน้าที่ลุกขึ้นจากตักพ่อทูนหัวที่ยินยอมให้ไปแต่โดยดี พร้อมกับก้าวยาวๆ ไปหาคนที่นั่งเอียงคอรอ
“อรุณสวัสดิ์ฮะ...ยามะพี” เสียงใสๆเอ่ยขึ้น พร้อมๆกับที่ยามะพีจะโอบรอบเอวกระชับตัวเด็กหนุ่มเข้ามากอดหลวมๆ เช่นกัน



โลกส่วนตัวเริ่มขึ้นแล้ว...
เป็นความคิดแรกที่ทั้งโคยาม่าและเรียวจะนึกขึ้นมาได้พร้อมกัน ก็มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกวัน จนชินตาเสียแล้ว



“อืม...อรุณสวัสดิ์” ริมฝีปากอิ่มอุ่นทาบเบาๆที่แก้มใสๆ รับยามเช้าแบบที่ยามะพีชอบทำอยู่บ่อยๆ
“ทานข้าวเช้าหรือยังฮะ”
“อืม”
“เมื่อคืนหลังจากวางสายแล้ว ยามะพีหลับเลยหรือเปล่าครับ”
“อืม...”
“วันนี้ว่างใช่ไหมฮะ”
“แน่นอน...วันนี้จะอยู่กับนายจนเบื่อเลย” คำตอบของยามะพี เรียกรอยยิ้มร่าเริงจากยูยะได้ทันที

“ดีจัง” เด็กหนุ่มพึมพำแผ่วเบา วาดแขนทั้งสองข้างโอบรอบคอของคนรัก วางคางมนบนไหล่กว้าง หลับตาพริ้ม ปล่อยให้ยามะพีดอมดมกลิ่นหอมจากเส้นผมไม่รู้เบื่อ

“หึ...ถ้าไม่อายวิญญาณเร่ร่อน ก็สงสารเพื่อนที่นั่งหัวโด่งบ้างเถอะ ไอ้พี...หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง นายกำลังสอนให้ยูยะเสียเด็กอยู่นะ ถ้าระลึกได้” เพราะทนนั่งเป็นหัวตออยู่นานแล้ว เรียวถึงได้ประเคนคำพูดที่คิดว่ากลั่นกรองที่สุดแล้ว เตือนให้คู่รักมันเพลาๆความหวานลงมาบ้าง ไอ้โคยาม่าก็ช่างเป็นใจ แทนที่จะห้ามกลับนั่งเล่นเกมส์แถมเสียบหูฟังเพลงเปิดซะเสียงดัง ไม่กลัวว่าจะเป็นโรคพิการทางหูหรือยังไงวะ

“เรียวจัง บ่นแล้วนะฮะ” ยูยะหันมาสบตายิ้มเขินๆให้กับยามะพีที่ดูจะไม่ยี่หระกับคำพูดของเพื่อนรักสักเท่าไร

“คนไม่มีก็แบบนี้ล่ะ ยูยะ อย่าไปสนใจเลย” ไม่พูดเปล่ายังจุมพิตที่ปลายจมูกของคนรักก่อนจะแนบหน้าผากกระชับชิดกันและกัน เลิกสนใจก้างไปโดยปริยาย
แต่คิดเหรอว่า นิชิกิโด้ เรียว จะยอมให้ถูกละเลย

“หึ...ถ้าอย่างนั้นก็เก็บไอ้ที่แกมีไว้ให้ดีๆ แล้วกัน เพราะถ้าวันไหนฉันเกิดอยากสอนใครให้เสียเด็กบ้าง วันนั้นนายจะเสียคนไปเลย พีจัง” เรียวยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ไม่ได้สนใจว่า ปล่อยระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้ว จะมีใครหน้ามุ่ย ใครยิ้มร่า

“เรียวจัง...โกรธแล้วนะฮะ ยามะพีไปพูดแบบนั้นน่ะ”
“ปล่อยไปเหอะ...ให้มันไปเอาหมาออกจากปากซะบ้างก็ดีเหมือนกัน” คนถูกเพื่อนย้อนตอบคิ้วเข้มขมวดมุ่ย ไม่ชอบใจคำพูดของไอ้เรียวเลย...ให้ตาย

“ทำหน้าแบบนี้...กลัวเรียวจังจะสอนให้ผมเสียเด็กเหรอฮะ”
“หึ...เลิกคิดไปเลย เรื่องแบบเนี่ยมีแต่ฉันเท่านั้นที่จะสอนนายได้ เข้าใจไหม” ยามะพีพูดพลางใช้นิ้วชี้เรียวยาวแตะที่ริมฝีปากนุ่มนิ่มของยูยะเบาๆ

“แล้วคิดว่า เรียวจังจะสอนให้ผมเสียเด็กได้เหรอครับ” เด็กหนุ่มโต้กลับก่อนจะขยายความให้คนที่นั่งหน้าขรึมได้กระจ่าง แล้วยิ้มหน้าบานจนน่าหมั่นไส้

“เพราะถึงยังไง...ก็มีแต่ยามะพีเท่านั้นล่ะฮะ ที่ชอบสอนให้ผมเป็นเด็กไม่ดี”
“แล้วนายชอบแบบไหนล่ะ”
“ครับ?”
“ก็...ระหว่างเป็นเด็กดีของคนอื่นๆ กับเป็นเด็กไม่ดีของฉัน” แววตากรุ่มกริ่มเป็นประกายวิบวับ จนยูยะยังอดค้อนใส่ไม่ได้ ก็...ยามะพีชอบทำให้เขาเขินอยู่เป็นประจำเลยนะสิ

“ถามแบบนี้แล้วจะให้ผมตอบยังไงล่ะฮะ” ยู่ปากบอกกลายๆว่าเริ่มจะงอนแล้วนะ
“ก็ตอบแบบที่นายอยากตอบสิ...” ส่วนอีกคนปากก็พูดว่าแล้วแต่ แต่ท่าทางเนี่ยบอกชัดว่า ถ้าไม่ได้คำตอบที่ดียูยะมีเปลืองเนื้อเปลืองตัวมากกว่านี้แน่นอน

“แล้วถ้าผมโกหกว่า...อยากเป็นเด็กดีของคนอื่นๆ มากกว่าเป็นเด็กไม่ดีของยามะพี จะจะว่ายังไงฮะ” คำตอบที่แม้จะอ้อมค้อม แต่คนฟังก็เข้าใจโดยไม่ต้องขยายความให้มากไปกว่าเก่า ก็คำพูดมันบอกชัดอยู่แล้วนิ...ว่าเด็กดีคนนี้ รักเขามากขนาดไหน

“เด็กดีเขาไม่พูดโกหกกันหรอกนะ ยูยะ”
“ก็ตอนนี้ผมเป็นเด็กไม่ดีอยู่นิฮะ” ยามะพีให้รางวัลกับคำพูดแสนน่ารักของคนรักด้วยการหอมแก้มซ้ายขวาไปมาอย่างหมั่นเขี้ยว ผสานกับเสียงหัวเราะใสกังวานของยูยะ

พวกเขาไม่สนใจสักนิดว่า มีใครบางคนกำลังกระวนกระวายใจเริ่มกระสับกระส่าย เพราะอยากลุกออกไปจากห้องนี้เต็มแก่ หลังจากที่ทนนั่งเล่นเกมส์อยู่นาน ตายไปก็หลายรอบ แล้วเพื่อนรักอย่างเรียวก็ยังตัดช่องน้อยแต่พอตัว หนีออกจากห้องไปโดยไม่บอกกล่าวสักคำ ทิ้งให้เขานั่งเผชิญหน้าอยู่เป็นก้างขวางโลกส่วนตัวคนอื่นอีก ถึงจะชินก็เหอะ แต่มันด้านไม่พอที่จะมานั่งดู ชาวบ้านเขาพลอดรักกันนิว้า

คิดว่าจะลุกออกไปหลายรอบ แต่ก็กลัวจะไปทำลายบรรยากาศเขา แต่ถ้านั่งอยู่ไอ้เราก็ตะขิดตะขวงใจ งานนี้สงสัยก็คงต้องรอให้คู่รักมันเลิกหวาน หรือไม่ก็มีใครเข้ามาช่วยชีวิตเท่านั้นล่ะ

ดูท่าอย่างแรกคงจะยาก แบบนี้ก็ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเล่นเกมส์ต่อไป แม้ว่าสมาธิทั้งหลายจะแตกไปหมดแล้วก็ตามที

ชีวิตช่างน่าสงสารจริงๆ เลย...โคยาม่า



--------------------



“อารมณ์ดีแบบนี้ มีเรื่องดีๆหรือไง ยูยะ” ใบหน้าอิ่มเอมของมัสสึดะ ยื่นเข้ามาใกล้ๆ หลังจากที่มองยูยะเก็บของใส่กระเป๋าไปพลางฮัมเพลงยิ้มแย้มไปพลางอยู่นานถึงได้ตัดสินใจเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ว่างที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ

“วันนี้...ยามะพีจะไปกินข้าวที่บ้านนะ”
“ไม่น่าล่ะ...” มัสสึดะยิ้มจนแก้มหนาๆดันปิดลูกกะตาจนมิด
“ยิ้มแบบนั้นหมายความว่าไง” เด็กหนุ่มหรี่ตามองอย่างเคืองๆ ก็รอยยิ้มของคนตรงหน้า มันดูแปลกพิกล แบบนี้ไม่ให้ถามได้ยังไง ว่า คิดอะไรอยู่ในหัวกลมๆนั้น

“เปล๊า...ไม่ได้คิดอะไรเลย” ยกมือยอมแพ้ ยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ยูยะเองก็ไม่อยากจะคาดคั้นอะไร เพราะไม่มีเวลาเอาเรื่องมากนัก
“แล้วไป ถ้างั้น...ฉันไปก่อนนะ เดี๋ยวเผื่อยามะพีจะรออยู่ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” สะพายกระเป๋ากระชับขึ้นบ่า บอกลาเพื่อนสนิท ก้าวเท้าออกจากห้อง โดยไม่สนใจประโยครั้งท้ายของมัสสึดะแม้แต่น้อย

“ขอให้สนุกนะ...” มือที่ยกโบก เปลี่ยนเป็นเลื่อนมาเกาท้ายทอยแก้เก้อ
“ไม่ฟังให้จบก่อนเลยแหะ”



--------------------



ประตูลิฟท์เปิดกว้างเมื่อมาถึงชั้นล่างของอาคารสำนักงาน ยูยะกึ่งวิ่งกึ่งเดินผ่านหน้าประชาสัมพันธ์ที่มีผู้คนทักทายกล่าวลา โค้งหัวรับอย่างมีมรรยาทไม่ลืมที่จะมอบรอยยิ้มอ่อนๆ ให้อย่างเคยชิน ก่อนจะหย่อนตัวนั่งบนโซฟายาว ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์มากนัก หลังจากชะเง้อมองแล้วไม่เห็นใคร



‘รอที่หน้าบริษัทนะ เดี๋ยวจะรีบไปหา’



เด็กหนุ่มเลื่อนกระเป๋าสะพายมาวางที่ตัก กอดหลวมๆ ในขณะที่สายตามองตรงไปที่ลิฟท์ขึ้นลง เฝ้ารอคนที่บอกให้คอยอย่างใจจดใจจ่อ เพิ่งจะถ่ายละครจบไม่ทันไร นี่ก็เล่าๆว่าจะมีหนังมาให้เล่นอีกแล้ว

เนี่ยล่ะนะ...ไอดอล หน้าตาเด่น ความสามารถก็มีครบทุกรูปแบบ ไปที่ไหนใครๆก็อยากได้ไปร่วมงาน คิดแล้ว ยูยะก็ได้แต่ถอนหายใจอีกเช่นเคย...เวลาเจอกันคงน้อยลงอีกแล้วล่ะสิ

แต่ถึงยังไง ยามะพีก็ไม่ปล่อยให้เขาต้องคอยนาน ชายหนุ่มเดินออกมาจากลิฟต์พร้อมกับใบหน้าแย้มยิ้ม เมื่อมองตรงมาที่เขา ยูยะเองก็รีบลุกขึ้นยืนรออย่างกระตือรือร้น และมอบรอยยิ้มเป็นประกายให้อีกเช่นกัน

“รอนานไหม” คำถามแรก หลังจากที่เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“อืม...” เด็กหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“ห้านาทีเองฮะ นึกว่าจะอยู่คุยนานกว่านี้เสียอีก”
“ก็ไม่อยากให้นายรอนาน วันนี้ฉันเลยยอมเป็นเด็กว่าง่าย ให้งานมันราบรื่น ก็เท่านั้นล่ะ” ยามะพีตอบพลางกอดคอยูยะ ก้าวเดินเอื่อยๆ

“ไม่ใช่ว่า...หิวจนอดรนทนไม่ไหว อยากไปกินข้าวฝีมือคุณแม่ผมที่บ้านหรอกหรือฮะ”
“ชิ...ถูกรู้ทันอีกล่ะ” ยามะพีเหล่มองคนที่ทำทีไร้เดียงสา แต่เรื่องความฉลาดเนี่ยเข้าขั้นเลยเชียว แบบนี้สิ...ค่อยสมกับเป็นคนรักตัวน้อยๆ ที่เขาปลุกปล้ำ เอ้ย...ปลุกปั้นมากับมือ

“ถ้างั้น...รีบไปก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจจับนายกินแทนข้าวเย็นดีกว่านะ” ริมฝีปากอิ่มอุ่นทาบลงมาที่แก้มเนียนน่าจูบรวดเร็วจนยูยะต้องรีบตะปบตรงบริเวณที่ยังหลงเหลือไอจางๆ ทันที แววตาที่สบมองยามะพี ดูแตกตื่นตกใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันขวับกวาดมองไปทั่วบริเวณห้องโถงแถมบริเวณทางเข้าออกบริษัทยังเป็นกระจกที่คนภายนอกสามารถมองผ่านเข้ามาภายในได้ แม้ว่ามันจะทึบแต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไรต่อมิอะไรได้มากมายนักหรอก ถ้าบังเอิญมองเข้ามาล่ะ...จะทำยังไง

แม้ว่าการกอดหอม จะเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกรักใคร่ที่พวกเขามักจะปฏิบัติต่อกันบ่อยครั้ง แต่ในที่สาธารณชนแบบนี้ดูจะเป็นครั้งแรก ถ้าไม่นับที่ยามะชอบโชว์หอมแก้มต่อหน้าตากล้อง เพราะจะเผลอมองยูยะแล้วทำตาเยิ้มผ่านเลนส์หรือกับพวกเพื่อนสนิท แต่นั้นก็ยังเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่กว่าเขาจะยอมให้ทำแบบนั้นต่อหน้าพวกเรียวหรือโคยาม่าก็นานปีอยู่

แต่นี่...ใกล้ประตูทางออก ผู้คนก็มากหน้าหลายตาแถมไม่รู้จักมักคุ้นเดินผ่านไปมาแล้วจะไม่ให้ยูยะลนลานได้อย่างไร ถ้าวันรุ่งขึ้นเกิดมีรูปข่าวพาดหัว งานนี้ยูยะยิ่งไม่อยากคิด...ว่าจากที่ไม่มีเวลาให้กันอยู่แล้ว จะกลายเป็นไม่ได้เจอหน้ากับอีกเลยหรือเปล่า

“ปากฉันแค่เฉียดโดนแก้มแค่ไม่ถึงวิ ไม่มีใครเห็นหรอกนะ ยูยะ” เพราะรู้ทันความคิด ยามะพีเลยเปลี่ยนจากโอบกอดเป็นกุมมือเบาๆ แล้วเดินนำ ปล่อยให้ยูยะเหลือบมองไปรอบๆ บริเวณพลางย่นจมูกไม่ชอบใจ

“อย่าทำแบบนี้ในที่ชุมชนสิฮะ...”
“งั้น...ถ้าที่ลับตาทำมากกว่านี้ได้ใช่ไหม”
พูดอย่างกับว่าเคยทำในที่ลับตาอย่างนั้นล่ะ เมื่อเช้าก็ร่วมมีพยานรู้เห็นนั่งเหงื่อแตกพลั่กอยู่คนหนึ่ง ยังไม่เห็นจะสนใจ

“ทะลึ่งแบบนี้ ผมไม่พาไปบ้านแล้วนะฮะ...”



“ยามะพี!”



เสียงเรียกจากบุคคลที่สามดูจะกลบน้ำเสียงกระเง้ากระงอดของยูยะได้ชะงักพอๆกับที่ทั้งคู่ต้องหันกลับไปมองที่มาว่าเป็นใคร

“คาเมะจัง...” คนถูกเรียกตอนแรกขานชื่อคนที่วิ่งมายืนหอบอยู่ตรงหน้าเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ มียูยะช่วยโบกมือพัดคลายร้อนให้จนคาเมะต้องเงยหน้ายิ้มขอบคุณ

“จะกลับแล้วเหรอ” ถามทั้งที่ยังหายใจหนักหน่วง เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังอย่างหนัก เพิ่งซ่อมเต้นเสร็จกำลังจะเดินขึ้นไปที่ห้องพัก ก็มาเห็นเพื่อนซี้ของจินกำลังจะกลับเนี่ยล่ะ ถึงได้นึกออกว่ามีเรื่องกำลังอยากจะชวนพอดิบพอดี

“อืม...มีอะไรหรือเปล่า”
“เมื่อวานจินเพิ่งซื้อหนังสนุกมาเรื่องหนึ่ง คิดว่านายต้องชอบแน่ๆ ก็เลยมาชวนไปที่บ้าน...ไปด้วยกันสิ ยูยะ” ชะโงกหน้ายิ้มเผื่อแผ่ให้กับเด็กหนุ่มที่ยืนเกาะกุมมือยามะพีอยู่ข้างๆ

“หึ...ฉันไม่คิดว่าจินมันจะยินดีซะเท่าไรหรอกนะ” คาเมะหัวเราะคึกคัก ในขณะที่ยามะพีเองก็รู้ว่าถ้าเขาตกลงไปขึ้นมาจริงๆ โรงหนังจำเป็นวันนี้คงจะมีแต่หนังผีไล่แขกเสียมากกว่า และเหนือสิ่งอื่นใดเขาสัญญากับคนข้างๆไว้แล้ว ดังนั้นเรื่องนอกเหนือกำหนดการ เขาไม่คิดจะออกนอกล้ำเส้นเป็นอันขาด

“ไม่ได้หรอก...มีนัดแล้วน่ะ เป็นคราวหน้าแล้วกันนะ”
“อืม...ไม่เป็นไร ว่างเมื่อไรก็โทรไปบอกแล้วกันนะ อ๊ะ...” บทสนทนาหยุดลงชั่วคราว เมื่อเสียงเรียกเข้าจากมือถือคาเมะจะทำให้เจ้าของต้องรีบล้วงหยิบขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง

“จินล่ะซิ...” แค่มองหน้าคาเมะก็รู้แล้วว่าใคร
“อืม...โทรมาตามแล้วล่ะ ไปนะ กลับบ้านดีๆล่ะ ยูยะ”
“แล้วเจอกันครับ คาเมะจัง”
“รีบไปเถอะ อย่าปล่อยให้มันรอนานเลย เดี๋ยวจะพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกเปล่าๆ”

คาเมะเหลือบมองยามะพีที่ชอบเหน็บคนรักของตนค้อนๆ ก่อนจะกดรับและแนบมือถือส่งเสียงตามสายตอบคำถามว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร หันหลังกลับพลางวิ่งเหยาะๆ เข้าไปในลิฟต์ที่เปิดอ้ารอและกดปิด แต่ไม่ลืมที่จะหันมาโบกมือลา คนที่ยืนส่งเขาด้วยรอยยิ้ม แต่ถ้าสังเกตเห็นสักนิด คาเมะจะรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างยามะพีไม่ได้ยิ้มให้เลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าบังเอิญว่า...ยูยะไม่ไปเห็นอะไรบางอย่าง ที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวขึ้นมาทันที่เสียก่อน เด็กหนุ่มก็คงจะตะโกนบอกลา เสียด้วยซ้ำไป

จะบอกว่า สิ่งที่เห็นแค่เสี้ยววินาที มันจะใช่แน่ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างนั้นหรือ ยูยะก็ขอยืนยันว่า ต่อให้ไม่ถึงวินาที เขาก็จำได้ขึ้นใจ
ก็...อะไรบ้างที่เกี่ยวกับ ยามะพี แล้วยูยะจะไม่รู้
แถมไอ้ที่เห็นนะ ช่วยเลือกมากับมือ วิจารณ์มากับปาก แล้วทำไม...



‘ดูนี้ซิ...สวยไหม ยูยะ’
‘ฮะ...เหมาะกับยามะนะครับ’
‘ใครบอกว่าฉันจะซื้อใส่เองล่ะ’
‘ครับ?’



‘ความลับ’
หรือว่า...ความลับข้อนั้น คือ คาเมนาชิ



--------------------



ผิดปกติ...

ลางสังหรณ์บางอย่างบอกให้คนที่วันนี้จงใจมาฝากท้องบ้านเทโกชิต้องเงยหน้ามองคนรักที่เปิดประตูเดินเข้ามาพร้อมกับถาดขนมเค้กที่คุณแม่ของยูยะลงทุนออกไปเข้าแถวซื้อให้เมื่อรู้ว่าแขกขาประจำจะมาเยี่ยมทานข้าวกับลูกชายที่บ้าน

ถึงจะเสทำปกติแต่สำหรับยามะพีแล้ว
ท่าทางแบบนี้มันผิดปกติชัดๆ

ตาไม่มอง ถามคำก็ตอบคำ หน้าเรียบเฉยไม่แย้มยิ้ม เดินเลี่ยงได้เป็นหลบ ตอนรอมื้อเย็น ก็ปล่อยให้เขานั่งคุยกับคุณพ่อสองคน หลบฉากเข้าไปช่วยแม่ทำกับข้าวเสียเฉยๆ แล้วยังตอนนั่งทานข้าวด้วยกัน ก็ยังนั่งเงียบ ไม่พูดไม่จาโฆษณารสชาติอาหารของแม่ตัวเองเหมือนคราวก่อนๆ

ท่าทางแบบนี้ ดูก็รู้ว่ากำลังงอน
แต่ที่จนใจคือสาเหตุว่างอนด้วยเรื่องอะไร เขาไปทำอะไรให้เด็กหนุ่มไม่พอใจตอนไหนละเนี่ย

“ยูยะ...”
“ครับ...”
“เป็นอะไร” ยามะพีเลือกจะถาม หลังจากนั่งเงียบและรอให้ยูยะวางจานของหวานตรงหน้าอยู่นาน
“เปล่าครับ...” คนถูกถามเสเอื้อมมือหยิบรีโมตโทรทัศน์ แต่คนยิงคำถามจะเร็วกว่าที่จะคว้ามันมาถือไว้ในมือเสียก่อน

“ถ้ายังไม่เคลียร์ ก็ไม่ต้องดูมันหรอกนะ ยูยะ” ก่อนจะโยนรีโมตขึ้นไปบนเตียงนุ่มที่ปูไว้เรียบร้อยแล้ว ยูยะดูจะขัดใจไม่น้อย มองจากใบหน้าที่บูดบึ้ง ยามะพีก็รู้ได้ทันทีว่าคนข้างกายเขากำลังพาลโลเข้าแล้ว

“ยูยะ...”
“ครับ...”
“ไม่พอใจอะไร”
“เปล่า...ฮะ” เสียงถอนหายใจของยามะพี ทำให้หางเสียงดูจะแผ่วเบา พอๆกับที่เจ้าตัวเริ่มจะก้มหน้านิ่ง
“ตกลงนายจะไม่ตอบใช่ไหม” พยายามแล้วที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เพราะยูยะยังคงก้มหน้า เงียบไม่พูดไม่จาเช่นเคย แล้วแบบนี้...จะไม่ให้เขาฉุนได้

“เทโกชิ ยูยะ!”
“ทำไมตุ้มหูคู่นั้นถึงไปอยู่กับคาเมะจังได้ล่ะครับ”


เสียงอึกทึกเงียบลงทันทีที่ยูยะพูดประโยคที่วนเวียนในสมองมาตลอดตั้งแต่กลับมาถึงบ้านออกไป
ยามะพีไม่เข้าใจว่ายูยะพูดถึงเรื่องอะไร
ในขณะที่ยูยะเองก็ไม่เข้าใจว่ายามะพีกำลังคิดอะไรเช่นกัน

“เมื่อกี้...นายว่าอะไร คาเมะมาเกี่ยวอะไรด้วย”
“คนที่เอามาเกี่ยวไม่ใช่ผม แต่เป็นยามะพีต่างหาก”
“แต่เมื่อกี้...นายเป็นคนพูดชื่อ คาเมนาชิ ขึ้นมาก่อนนะ”

เมื่อจนต่อคำพูด การขบริมฝีปากดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่เด็กหนุ่มเลือกจะทำ เมื่ออารมณ์ข้างในมันพลุ่งพล่านจนเกินระงับ

“ยูยะ คาเมะมาเกี่ยว...”
“ถ้าผมเจาะหู...ยามะพีจะซื้อตุ้มหูให้ผมไหมครับ” ยูยะไม่รอฟังคนตรงหน้าพูดให้จบ แต่เลือกที่จะสวนกลับด้วยคำพูดเอาแต่ใจอย่างที่คนฟังได้ยินแล้วยังต้องถอนใจ

“มันไม่ได้เป็นอย่างที่นายคิดหรอกนะ”
“แล้วที่ผมเห็นมันคืออะไรล่ะฮะ...ถ้าไม่ใช่ว่า ยามะพีซื้อมันให้คาเมะ และปิดเป็นความลับสำหรับผม”
“นายกำลังจะเป็นเด็กเอาแต่ใจ ที่ไม่ฟังเหตุผลจากฉันนะ”



“แล้วถ้าวันหนึ่งของที่ผมซื้อ ไปใส่ติดตัวอาคานิชิบ้าง ยามะพีจะรู้สึกยังไงครับ!”
“เทโกชิ!”




เป็นอีกครั้งที่ยามะพีแทบจะหลุดอารมณ์โกรธเกรี้ยวใส่ยูยะ เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะระงับอารมณ์ขุ่นมัวในใจ ยูยะเองก็เลือกที่จะเงียบและเสหันมองไปอีกทาง ดูเหมือนความเอาแต่ใจแบบเด็กๆจะชนะอุปนิสัยเป็นเหตุเป็นผล จนทิฐิเข้ามาแทนที่เกินกว่าจะยอมลงให้ยามะพีเหมือนเคยๆ

“ตุ้มหูคู่นั้น ฉันซื้อให้จิน...ไม่ได้ซื้อให้คาเมะอย่างที่นายเข้าใจ ฉันไม่รู้ว่าทำไมคาเมะถึงได้ใส่มัน แทนที่จะเป็นจิน” น้ำเสียงที่ปรับให้คงเดิมเอ่ยหนักแน่น เขาไม่รู้ว่าคนรักตัวน้อยจะรับฟังเรื่องนี้แค่ไหน แต่มันก็ยังดีเสียกว่า ถ้าไม่เคลียร์ให้มันจบ จะโทษว่าใครผิด คนๆนั้นก็คงเป็นเขาเอง ที่อุตริบอกยูยะไปว่าเป็นความลับ จนทำให้เกิดเรื่องขึ้นนั่นล่ะ

เป็นอีกครั้งที่ความเงียบเข้าครอบคลุมพวกเขาทั้งสอง หลังจากที่ความจริงกระจ่างยามะพีมองดูยูยะที่ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองเขาเลย ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจชะโงกตัวเข้าไปใกล้ เอื้อมมือจับที่ต้นแขนเรียวดึงเบาๆ หมายจะให้ยูยะหันมาสนใจ แต่เพราะเด็กหนุ่มยังเมินเฉย เขาเลยถือวิสาสะขยับเข้าไปหา และโอบรอบเอววางคางกับไหล่เล็กอย่างง้องอน

“ยูยะ...” กระซิบเรียกเบาๆ
“ไม่เชื่อที่ฉันพูดเหรอ” ถามเสียงอ่อน พลางเอียงหน้ามองเสี้ยวแก้มใสกระจ่างตา
“ยูยะ...”

“ขอโทษครับ” เป็นประโยคแรกที่คนเงียบเปล่งออกมาเบาๆ หลังจากที่พวกเขานั่งทะเลาะถกเถียงกันยกใหญ่

“นายแย่งประโยคพูดของฉัน แล้วคราวนี้ฉันจะพูดอะไรดีล่ะ หืม...” มือหนากระชับรอบเอวบางของเด็กน้อยของเขาให้ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นกว่าเก่า

“อืม...ทำไมเราต้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เข้าท่าแบบนี้นะ ยูยะ”
“ขอโทษ...ฮะ” เสียงอ่อยๆ กับใบหน้าที่ก้มลงต่ำพร้อมกับแววตาที่หลุบลงดูหมองหม่น พลอยทำให้ยามะพีรู้สึกผิดอย่างไรพิกล เขาเลือกจะปลอบใจคนรักด้วยจุมพิตเบาๆที่แก้มขาวๆ เนินนาน ก่อนจะโอบร่างให้ย
ยะโน้มแผ่นหลังลงมาพิงที่อกแกร่งโยกประโลมไปมาอย่างอ่อนโยน

“ช่างมันเถอะ...ฉันเข้าใจว่านายรู้สึกยังไง ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงจะโกรธมากเหมือนกันนั้นล่ะ”

เด็กหนุ่มซุกหน้ากับลำคอของคนรัก มือเรียวทาบทับกับฝ่ามือที่รัดอยู่ตรงหน้าท้องของตน อารมณ์งอแงหายเป็นปลิดทิ้ง ใบหน้าบึ้งตึงเริ่มมีรอยยิ้มเปื้อนเหมือนเช่นเคย เห็นอย่างนั้นยามะพีจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก จูบที่ขมับบางอย่างยินดี ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่นกึ่งจริงจัง

“สงสัยงานนี้ฉันคงต้องทำสังคายนาครั้งใหญ่กับไอ้จินซะแล้ว จำไว้เลยว่ามันจะไม่ได้ของอะไรจากฉันอีก คอยดูเถอะ”

“อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยฮะ”
“ได้ยังไงล่ะ...ถ้าคราวหน้ามีเรื่องแบบนี้อีกจะทำยังไง ฉันไม่อยากทะเลาะกับนายอีกแล้วนะ”
“ถ้าอย่างนั้น...ก็อย่ามีความลับกับผมอีกสิครับ”
“สัญญาเลยว่าคราวหน้า ถ้าจะซื้อของให้ใครจะบอกนายอย่างละเอียด แม้แต่ราคาเลย ดีไหม” พูดพลางยกสองนิ้วยืนยัน

“เวอร์ไปมั่งครับ” ยูยะดันตัวเองจากที่ซุกซบเงยหน้าสบตาคนรักด้วยแววตาค้อนๆ
“แล้วนี้...ยังอยากเจาะหูอยู่หรือเปล่า”
“อืม...ยามะพีว่ายังไงล่ะครับ”
“ให้ฉันเจาะให้ไหม...”

“เจาะเป็นด้วยเหรอฮะ” ยูยะหันหน้ามาถามอย่างไม่เชื่อหู
“หลับตาซิ...แล้วเดี๋ยวฉันจะทำให้”
“แล้วไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเหรอฮะ” ก็ที่ยูยะเคยเห็น มันจะมีเครื่องเจาะไม่ใช่เหรอ แต่นี้ไม่เห็นมีอะไรเลย แล้วจะเจาะหูได้ยังไง

“หลับตาก่อน แล้วเดี๋ยวนายก็จะรู้เอง”



ยามะพีรอจนเด็กดีของเขาหลับตาสนิท มือทั้งสองเลื่อนขึ้นเกลี่ยผมยูยะทัดหู ก่อนจะยิ้มกว้างและอุปกรณ์ที่เขาใช้ก็ทำเอาคนอยากเจาะหูต้องสะดุ้งโหยง รีบเอามือแตะที่หูข้างซ้าย แก้มขาวเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อขึ้นทันควัน

“ขี้โกงนิฮะ...”
“อะไรยูยะ...ฉันเพิ่งใส่ตุ้มหูให้นายไปแค่ข้างเดียวเองนะ ยังไม่เสร็จเลย” ยังมีหน้ามาทำหน้าตายอีกนะ

“ใส่เส่ย อะไรล่ะฮะ...ยามะพีหลอกผมนิ” อยู่ดีๆ มาเลียที่ติ่งหูแล้วก็ขบเม้มเบาๆ ให้จักกะจี้เล่น แบบนี้จะไม่ให้สะดุ้งได้ยังไง

“ก็นี้ล่ะ...ตุ้มหูที่ฉันจะให้นาย นายไม่ชอบหรือไง มีแบบเดียวในโลกด้วยนะ”
แหงล่ะ...ใครจะกล้าทำ ถ้าลองมาทำซิ พ่อจะทำให้เลี้ยงไม่โตเลย ไอ้คนที่กล้าหาญมายุ่งย่ามกับของรักของหวงของไอ้พี

“ไม่เอาแล้วฮะ...จักกะจี้จะตายไป” ยูยะพยายามหลบเลี่ยงใบหน้ากรุ่มกริ่มที่ก้มลงมาใกล้อย่างเต็มที่
“ถ้าอย่างนั้นต้องยิ่งทำให้ชินเข้าไปใหญ่...” ริมฝีปากอุ่นทาบลงจูบที่ใบหูอีกข้าง ตีตราให้ราวกับว่าเป็นเครื่องประดับ ก่อนจะกระซิบเบาๆให้คนที่กำลังหัวเราะจนน้ำตาเล็ดต้องยิ้มกว้าง วางคางมนกับไหล่แกร่งอิ่มเอิบกับจุมพิตและคำพูดที่เปรียบเสมือนว่ากำลังถูกสารภาพรักก็ไม่ปาน

“รักษาไว้ให้ดีๆนะ ตุ้มหูคู่นี้มีคู่เดียวในโลก และจะมีแค่นายเท่านั้น ที่มีมัน...ยูยะ”
“ได้สิฮะ แล้วห้ามมาขอคืนทีหลังนะ ผมไม่ถอดให้หรอก”



“ไม่ต้องห่วง ตุ้มหูคู่นี้ใส่แล้วใส่เลย ถึงนายจะอยากถอดก็ถอดไม่ออกไปตลอดชีวิตนายนั่นล่ะ”



--------------------



‘มาพนันกันนะจิน...ถ้าเช้านี้ ยูอิจิก้าวเท้าซ้ายเข้ามาให้ห้องก่อน ตุ้มหูคู่นั้น...นายต้องยอมให้ฉันใส่’
‘เอาซิ...แต่ถ้ายูอิจิ ก้าวเข้ามาด้วยเท้าขวา นับจากวันนี้เป็นต้นไป นายต้องเลิกสนใจตุ้มหูคู่นั้นเด็ดขาด...เข้าใจไหม คาเมะ’
‘ชิ...อ้วนขี้งก’




และไอ้พนันบ้าบอที่ไม่ได้สร้างแต่ปัญหาให้ยามะพีกับยูยะต้องทะเลาะกันเท่านั้น ยังทำให้ยูอิจิต้องมานั่งท่องจำว่า เขาต้องก้าวเข้าห้องด้วยเท้าซ้ายก่อน เพราะคำประกาศิตของน้องน้อยในวงที่โทรมาย้ำแล้วย้ำอีกีว่าต้อง เท้าซ้าย เท้าซ้าย จนโดนโคคิด่ารับอรุณเข้าให้



‘วิญญาณปูเข้าสิงหรือไง นายถึงเดินไม่เป็นผู้เป็นคนเหมือนชาวบ้ายเขานะ ไอ้ยู’



ยังไม่หมดเท่านั้น...ยังโดนไอ้จินส่งสายตาอาฆาตมาให้อีกต่างหาก ตกลงนี้เขาทำผิดอะไร กลับแค่ทำตามใจคาเมะแบบที่พี่ใหญ่ของวงควรจะทำเวลาที่น้องมันขอร้องก็เท่านั้นเอง

“จิน...ฉันขอตุ้มหูคู่นี้ไม่ได้เหรอ” นั้น...ยังถกกันไม่จบ นั่งถกกันตั้งแต่เช้าแล้ว นี่ปาเข้าไปจะเย็นย่ำมันก็ยังไม่เลิกถก

“บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้”
“ก็ฉันชอบ...ขอแค่นี้ทำไมให้ไม่ได้ล่ะ”
เอาแล้ว เริ่มแล้วไง

“แล้วทำไมต้องเจาะจงเอาคู่นี้ล่ะ”
“ก็มันสวยนิ...”
ยูอิจิที่นั่งหัวโด่งเริ่มถอนหายใจยืดยาว

“ถ้าอยากได้เดี๋ยวจะพาไปซื้อคู่อื่น” จินตัดปัญหาเริ่มจะลุกเดินหนี
“ไม่เอาฉันจะเอาคู่นี้” คาเมะยังดื้อแพ่ง เดินตามตื้อ

“พูดไม่ฟังหรือไง”
“ไม่...”
“คาเมะ...”
“จิน...”

“ถ้าปัญหามันมากนัก...ทำไมพวกนายไม่ใส่มันคนละข้างล่ะ (ว่ะ)” ยูอิจิออกความเห็น หลังจากที่เริ่มมีน้ำโห



“ไม่ได้!!!”



ที่อย่างงี้ล่ะ หันมาสมัครชุมนุมประสานเสียงปฏิเสธกันเลยทีเดียวนะ งานนี้มีหวังพรุ่งนี้มันก็คงจะยังตกลงกันไม่ได้ล่ะมั่ง ว่าจะเอายังไงกับไอ้ตุ้มหูเจ้าปัญหาคู่นี้ แต่เท่าที่ดูจากประสบการณ์
...ไอ้จินก็ต้องยอมเหมือนเคย



--------------------



“ยามะพี...”
“หืม...”
“รู้ไหมฮะ...ตอนที่ผมเห็นตุ้มหูคู่นั้นที่คาเมะใส่นะ มันหึงมากเลยนะฮะ”
“อืม...”

“ถ้าทำได้ ผมอยากจะเดินไปบอกคาเมะจังให้ถอดเดี๋ยวนะเลยล่ะฮะ”
“ขนาดนั้นเชียว แล้วทำไมไม่ทำล่ะ”
“แล้วถ้าผมทำ ยามะพีจะโกรธไหมล่ะฮะ”
“ไม่หรอก ถ้ายูยะทำแบบนั้น”
“ทำไมล่ะฮะ มันเป็นการกระทำที่ไม่ดีไม่ใช่เหรอฮะ”
“แต่มันก็ทำให้ฉันรู้ว่า นายหึงฉันไง ยูยะ”

“ก็ยามะพีเป็นของผมนิฮะ...”

“หืม...”
“ผมเคยบอกแล้วนิฮะ...ว่าจะเป็นเด็กดีของยามะพี ดังนั้น...ยามะพีก็ต้องเป็นคนดีของผมคนเดียวเท่านั้นสิครับ”

“ขี้งกจังนะ ยูยะ”
“ก็ยามะพีเป็นคนสอนผมนิฮะ...”
“...เชื่อฟังแบบนี้ น่าให้รางวัลจริงๆ”
“เอาสิฮะ ยามะพีจะให้อะไรผมล่ะ”



“...งั้นฉันจะยอมเป็นคนดีให้เด็กดีอย่างนายคนเดียวตลอดไป พอใจหรือยัง...ยูยะ”



:: THE END ::

Category : One ● shot


  • password
  • เจ้าของบล๊อกนี้เท่านั้นที่อ่านได้

trackbackURL:http://lecielinlove.blog.fc2.com/tb.php/2-f5fe2acf
▲ top