คิดถึง

Posted by Leciel ღ Inlove on 25.2011 5 comments 0 trackback
The Story :: คิดถึง
Type :: One shot
Character :: Yamapi & Yuya
By. Leciel_InLove




วันนี้ผมถึงได้รู้
ว่าเวลาเฝ้ามองคนรักอยู่ห่างๆ
...มันเหงาแค่ไหน




ตุ๊บ!


การได้ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ มันทำให้ความรู้สึกเหนื่อยหน่ายแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายได้โดยฉับพลันจริงๆ ถึงช่วงนี้มันจะเป็นเวลาที่ว่างแสนว่างเพราะอยู่ในระหว่างพักงานหลังจากที่ลุยมาตลอดหลายปี แต่มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับผมที่ดูจะเริ่มไม่พิสมัยกับการได้พักยาวนานทั้งที่เมื่อก่อนก็ร่ำร้องอยู่ในใจเสมอเวลาที่เหนื่อย

แต่ใช่ว่า...เวลาว่างจะไม่มีประโยชน์นะ
เพราะช่วงนี้ทั้งวันผมก็หาเรื่องนู่นเรื่องนี่ทำแก้เหงาแก้เบื่อไปเรื่อย และมันก็ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองยังมีเรื่องไม่ถนัดมากมายให้เรียนรู้

ตัวเลขหน้าจอมือถือบ่งบอกเวลาที่กำลังจะเข้าวันใหม่ในไม่ช้าและผมก็ยังไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะนอนเพราะยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่าเลยหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน หรือถ้าผมจะนอนทั้งอย่างนี้แล้วค่อยไปอาบเอาเช้าวันรุ่งขึ้นก็ทำได้อยู่หรอก

เพียงแต่...



‘ไม่น่าเชื่อเลยนะฮะ ว่าไอดอลอย่างยามะพีจะซกมกกับเขาเหมือนกัน’
‘ยามะพีตอนอาบน้ำเสร็จเนี่ย ห๊อมหอมนะฮะ’
‘รีบไปอาบเดี๋ยวนี้เลยฮะ เหงื่อออกมาทั้งวันไม่เค็มตัวเองบ้างหรือไง’
‘ไหนบอกว่าขี้เกียจอาบไงฮะ ผมนึกว่าหลับคาอ่างไปแล้วซะอีก’




น้ำเสียงใสๆของใครบางคนจะดังแว่วขึ้นมาในความทรงจำที่ทำให้ผมต้องล้มเลิกที่จะหลับไปทั้งอย่างนั้น


หลับหรือยังนะ?


ตอนนี้...ห้วงคำนึงของผมกำลังคิดถึงเขา
เด็กหนุ่มที่ช่วงนี้ต้องคร่ำเคร่งกับงานเพราะกำลังจะมีทั้งอัลบั้มและคอนเสิร์ตทั่วประเทศในไม่ช้า และยิ่งเวลานั้นจวนเจียนเข้ามาเท่าไร เวลาของผมกับเขาก็น้อยลงเท่านั้น

ไม่ใช่ว่าเราขาดการติดต่อ
ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากัน
แต่เพราะผมรู้ว่าเขากำลังพยายาม
และผมก็อยากจะเป็นกำลังใจให้เขาอยู่ห่างๆเหมือนเวลาที่เขาเคยเป็นให้ผม

ในวันที่เหนื่อยล้าและคิดว่าท้อแท้
แม้จะไม่ได้อยู่เคียงข้างได้เห็นหน้าแต่ในใจเรารู้ว่ามีที่ๆพร้อมจะคอยเพิ่มพลัง
อยากจะส่งยิ้มกว้างและกอดเขาในวันที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์
เหมือนที่เขาทำในวันที่ผมคว้าความสำเร็จมาไว้ในมือ
นั่นคือสิ่ง...ที่ผมรอคอยที่จะทำ
ด้วยความเต็มใจ

ทุกวันนี้เราเพียงแต่ส่งข้อความสั้นๆหากัน

บางครั้งถ้ามีเวลานานขึ้นสักหน่อย
ผมก็จะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเขาผ่านโทรศัพท์มือถือบอกเล่าเรื่องราวในวันนั้นๆ

หรือบางคราวผมก็จะแวะไปหาเขาที่บริษัท
ให้เราได้เห็นกันและกันเพื่อคลายความคิดถึง แม้ว่าบางทีจะทำได้แค่ส่งยิ้มทักทายให้กันก็ตาม



‘พรุ่งนี้...พยายามเข้านะ’
- ยามะพี -




มันคือข้อความสั้นๆ ที่แม้ว่าจะเป็นคำซ้ำๆ ที่ส่งให้เหมือนทุกวัน
แต่ในคำจำเจนั้นมันมีความรู้สึกของผมอัดแน่นแฝงความหมายมากมายลงไป
ความรู้สึกที่เรียกว่า...กำลังใจที่ผมมีให้เขาตลอดเวลา

ผมลุกขึ้นจากเตียงหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าข้อความนั้นส่งถึงเขา แม้ว่าใจจริงอยากจะหลับไปทั้งอย่างนั้นแต่ผมก็ตัดสินใจที่จะฝืนความเกียจคร้านด้วยการเดินไปหยิบผ้าขนหนูสีเข้มติดมือมาด้วย

บางทีมันคงจะกลายเป็นความเคยชินที่แม้จะไม่มีคนที่คอยเคี้ยวเข็ญอยู่ตรงหน้า
แต่น้ำเสียงและประโยคจ้ำจี้จ้ำไชต่างๆนานาจะค่อยๆพลั้งพรูขึ้นมาอยู่เสมอ

หลายครั้งที่ผมคิดว่ามันน่าระอา
แต่ตอนนี้มันกลับเรียกรอยยิ้มบางๆในเปื้อนใบหน้าได้อย่างไม่ยากเย็น...





ปัง!
♫♪~ ♫♪~ ♫♪~



เสียงเรียกเข้าที่ดังได้จังหวะไม่ได้ทำให้ผมหยุดที่เดินไปหยิบน้ำขวดมาดื่มเหมือนทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จ เพียงแต่ตอนที่หย่อนตัวลงนั่งที่ปลายเตียงแล้วเห็นเบอร์ปลายเสียงที่โทรมาหาว่าเป็นใครเท่านั้นนั่นล่ะที่มันทำให้ผมต้องรีบกดรับทันที ไม่สนใจที่จะกระดกน้ำดื่มอีกต่อไป


‘ผมนึกว่ายามะพีจะหลับไปแล้วซะอีกฮะ’


นั่นคือประโยคแรกที่เขาใช้ทักทายผม
ทั้งที่ควรจะอ่อนเพลียแต่น้ำเสียงของเขายังสดใสเหมือนเดิม
สดใสจนผมรู้สึกชุ่มชื่นใจ


“เพิ่งอาบน้ำเสร็จน่ะ นายยังไม่นอนเหรอ”

‘ยังฮะ พอดีเพิ่งเห็นข้อความที่ยามะพีส่งมาให้...ขอบคุณนะฮะ’


เพียงแค่ฟังเสียง...ผมก็สามารถจินตนาการภาพของเขาในตอนนี้ได้อย่างแจ่มชัด
ดวงตาเป็นประกายพร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาจนดันแก้มใสๆนั้น

ถ้าตอนนี้เขามาอยู่ตรงหน้า
ผมก็คงจะเอาแต่จ้องมองจนเขาต้องหันมาถามแล้วก็ยิ้มกว้างๆให้ผมเหมือนเคยๆแน่นอน


“เหนื่อยไหม?”

‘นิดหน่อยฮะ หิวซะมากกว่า วันนี้ซ้อมทั้งวัน ผมดื่มน้ำเป็นลิตรๆเลยนะ อ่อ...ตอนนี้มัตสึต้องลดน้ำหนักล่ะ เขากลัวว่าจะอ้วนมากเกินไปตอนที่ขึ้นคอนเสิร์ต ช่วงนี้เขาเอาแต่บ่นว่าผมทำไมผอมเอาผอมเอา จริงๆผมว่าผมอ้วนขึ้นนะ รู้สึกว่าตัวเองจะน้ำหนักขึ้นมากด้วยซ้ำ ก็ไม่รู้ว่ามองยังไงถึงเห็นว่าผมผอม แล้วก็นะฮะยามะพีวันนี้พวกเราวางแผนว่าว่างเมื่อไรเราจะตะลุยกินกันให้หายอยากเลยฮะ รู้สึกตอนนี้ในหัวผมมีแต่เรื่องกินเต็มไปหมดเลย ไม่รู้ว่าเพราะเหนื่อยหรือเปล่านะฮะ’


เสียงหัวเราะที่ดังคลอตามมาหลังจากที่เจ้าตัวพลั่งพรูเรื่องราวมากมายมาให้ฟัง มันทำให้ผมยิ้มตามได้อย่างง่ายดาย

เมื่อก่อนผมมักจะเห็นว่าเขาพูดมาก
บางครั้งก็ทำเสียงดังและบางครางก็มองว่ามันน่ารำคาญ
บ่อยครั้งที่ผมมักจะสั่งให้เขาเงียบ แต่ไม่มีสักครั้งที่เขาจะทำตามมีแต่จะยิ่งยั่วโมโหผมเป็นประจำ

แต่วันนี้...ผมกลับคิดถึงช่วงเวลานั้น
เวลาที่เขาคอยแหกปากร้องเพลงให้ดังลั่นห้องเวลาที่ผมอยู่
เวลาที่ผมกำลังคิดหรือเพลิดเพลินกับอะไรสักอย่างแล้วมีเขาคอยมาทำให้ตกใจ
เวลาที่เขาเฝ้าคิดแผนการเหลือร้ายแล้วคอยก่อกวนแกล้งคนอื่นอย่างสนุกสนาน
ดูเหมือนสิ่งที่ผมเคยมองว่ามันน่ารำคาญ ตอนนี้กำลังทำให้ผมคิดถึง...สุดหัวใจ


‘ยามะพี’

“หืม?”

‘คิดถึงผมไหม’


ช่วงขณะที่ความคิดของผมกระตุกไหวกับคำถามนั้น แต่หลังจากนั้นผมรู้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม เพราะคำตอบที่บอกออกไปไม่ต้องเสียเวลาคิดถึงมัน แค่พูดมันออกมาจากใจก็พอ


“คิดถึงสิ...ฉันคิดถึงนาย”

‘แล้ว...คิดถึงจนอยากจะเห็นหน้าเหมือนผมหรือเปล่าฮะ’


ผมล้มตัวลงกับเตียงไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ตัวเองมีแค่ผ้าขนหนูห่มเอวกับผ้าผืนเล็กซับผมที่เปียกชื้นเท่านั้น มือของผมกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นหลังจากที่ได้ยินปลายสายมีน้ำเสียงเหงาเล็กๆแฝงมากับประโยคเมื่อกี้

ตอนที่ได้ยินใจผมอยากจะขับรถไปหาเขาที่บ้านซะเดี๋ยวนั้น แต่ก็ทำได้แค่ข่มใจแล้วบอกตัวเองให้อดทน อดทนจนกว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ อดทนจนกว่าจะถึงวันที่เขาคว้าความสำเร็จมาไว้ในมือ
...แล้ววันนั้นจะเป็นวันของเรา


“อืม...อยากสิ อยากมากเลย”


ถึงจะข่มใจให้อดทน
แต่ผมไม่ปฏิเสธความจริงที่อยากจะเจอ


‘ยามะพี’

“หืม?”

‘คืนนี้...พระจันทร์สวยมากเลยนะฮะ’


แม้ว่าอยู่ดีๆ เขาจะเปลี่ยนเรื่องพูด แต่ผมก็ยังยิ้มแล้วหันไปมองพระจันทร์ที่ถึงจะเป็นแค่เงาลางๆเพราะมีม่านกั้น แต่ผมก็รู้สึกได้จริงๆว่ามันสวยอย่างที่ยูยะบอก


“นั่นสินะ”

‘ดูอยู่หรือเปล่าฮะ’

“อืม ดูอยู่”

‘แล้วทำไม...ไม่เปิดม่านละครับ?’

“...”

‘ผมเบื่อที่จะเงยหน้ามองพระจันทร์แล้วนะฮะ!’


ช่วงขณะที่สมองของผมประมวลเหตุผล ร่างกายของผมกระเด้งตัวขึ้นจากเตียงก่อนที่ความคิดจะสั่งการ เท้าของผมก้าวยาวๆไปหยุดที่หน้าต่าง แล้วภาพที่ผมเห็นหลังจากที่ตัวเองแหวกม่านและเปิดหน้าต่างออกก็ทำให้ผมต้องวิ่งออกไปจากห้องนอนของตัวเองทันทีโดยไม่ลืมคว้าเสื้อคลุมสีเข้มที่คว้าอยู่หน้าห้องน้ำติดมือไปด้วย

ภาพของคนที่ผมคิดถึงอยู่ตลอดทั้งวันกำลังยืนเงยหน้ามีโทรศัพท์แนบอยู่ข้างหู มองขึ้นมาตรงหน้าต่างห้องของผมแล้วส่งยิ้มกว้างกลับมาให้ตอนที่เขาเห็นหน้าของผม

ใจของผมแทบจะลอยละลิ่วไปหาคนยืนอยู่หน้าบ้านของผมยามวิกาลในทันทีตอนที่เห็นหน้าของเขา นี้เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าขั้นบันไดดูจะเยอะขั้นเกินไปจนต้องก้าวข้ามทีละสามขั้นโดยไม่คิดห่วงว่าตัวเองอาจจะตกมันลงมาก็ได้ ผมแค่ต้องการร่นระยะเวลาทุกอย่างให้สั้นลง
ผมแค่ต้องการเห็นหน้าเขาในวินาทีนี้เท่านั้น

ผมไม่สนใจว่าตัวเองจะทำเสียงดังให้คนในบ้านตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกหรือเปล่า เพราะตอนนี้สิ่งที่ผมสนใจมีแค่อย่างเดียว

คนที่อยู่เบื้องหลังประตูหน้าบ้านของผมในตอนนี้
คนที่ยืนส่งยิ้มสดใสมาให้ผมทันทีที่ผมเปิดประตูออกไป
คนที่ผมคว้าแขนเรียวเล็กนั้นเข้ามาข้างใน
และคือคนที่ผมกำลังกอดเขาเอาไว้แนบกายให้คลายคิดถึงในตอนนี้

...ยูยะ

ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมากจากปากของเราทั้งคู่ หลังจากที่เขาถูกผมดึงเข้ามากอด ดูเหมือนยูยะเองก็คงจะรู้ว่าไม่มีอะไรสื่อสารความรู้สึกได้เท่าไออุ่นของเราสองคนอีกต่อไป

ผมไม่ได้สนใจที่จะมองว่าประตูบ้านปิดตัวเองลงตั้งแต่เมื่อไร
เพราะตอนนี้สิ่งที่ผมสนใจมีแค่คนที่พยายามกอดผมให้แน่นเท่ากับที่ผมกอดเขา
ผมยิ้มกับความพยายามของเขาแล้วหลังจากนั้นหน้าผากนุ่มก็เป็นจุดหมายที่ผมจะเลือกฝังรอยจูบลงไป

“ดีใจจังฮะ” เสียงใสกระซิบแผ่วเบา เพราะตอนนี้ใครๆก็พากันเข้านอนจนหมด ไฟในบ้านจึงมืดสนิท แต่ผมก็ยังได้เห็นแววตาสุกใสระยิบระยับของเขามองจ้องมาที่ผม

“ดีใจที่ได้เห็นหน้าฉันเหรอ”
“เปล่าซะหน่อย ดีใจที่ในที่สุดก็ได้เข้าบ้านสักทีต่างหากล่ะฮะ ผมยืนรออยู่ตั้งนานแหนะ”
“แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะว่าจะมา”
“ถ้าบอกผมก็ไม่รู้นะสิฮะ ว่ายามะพีคิดถึงผมเหมือนที่ผมคิดถึงยามะพีหรือเปล่า”

ริมฝีปากได้รูปวาดเป็นรอยยิ้มกว้างให้ผมอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปงับเบาๆอย่างหมั้นเขี้ยว ก่อนจะโผเข้ากอดเขาแน่นๆอีกครั้งอย่างแสนรัก

“ยามะพี”
“หืม”
“ผมยังไม่บอกยามะพีเลย”
“....”
“ว่าผมก็คิดถึงยามะพีฮะ คิดถึงมาก มากที่สุดเลยฮะ”

ผมรู้ว่าตัวเองกำลังยิ้ม ยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ มันดูเหมือนคนบ้าที่เพียงแค่เขาเอาแต่พร่ำบอกว่าคิดถึงผมมากแค่ไหน รอยยิ้มของผมก็จะกว้างตามมากขึ้นไปด้วย

มันมากจนผมต้องก้มลงมาจูบปิดปากที่เอาแต่กระซิบว่าคิดถึงๆอยู่ข้างหูผม ซับย้ำลงไปจนเรียวปากของเขาแดงระเรื่อแล้วแปรเปลี่ยนมันเป็นความดูดดื่ม ลิ้มลองความหวานอย่างผึ้งที่เพิ่งจะได้ลิ้มรสน้ำผึ้งแสนอร่อยเป็นครั้งแรกในชีวิต

เราแลกเปลี่ยนจุมพิตกันและกันอยู่นาน จนผมรับรู้ได้ถึงแรงที่กำเสื้อผ้าเบาๆ นั่นล่ะถึงระลึกได้ว่าตัวเองกำลังจะทำให้คนตรงหน้าหมดลมเพราะผมเผลอช่วงชิงลมหายใจไปจากเขาโดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว สุดท้ายผมจึงค่อยๆอ้อยอิงและเล็มกลีบปากนั้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะผละออกห่างด้วยความรู้สึกแสนเสียดาย แต่เราทั้งสองยังคงสบตากันและกันเนินนาน

หยาดน้ำใสๆที่คลออยู่ตรงหางตาทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะก้มลงไปจูบซับ แล้วเมื่อนั้นที่ผมได้เห็นรอยยิ้มใสๆส่งมาให้อีกครั้ง

“ผมเพิ่งรู้นะฮะ ว่ายามะพีต้อนรับแขกยามวิกาลให้ชุดคลุมอาบน้ำ”
“...ก็มีแต่แขกอย่างนายเท่านั้นที่ได้เห็นฉันใส่ชุดแบบนี้ลงมารับ เจ้าเด็กบ้า”

ผมประเคนนิ้วดีดหน้าผากของเขาเบาๆก่อนจะก้มลงล๊อคประตูบ้านแล้วกุมมือเขาให้เดินตามหลังผมมา

บางทีคืนนี้เราอาจจะมีเรื่องราวมากมายให้พูดคุยกันจนถึงเช้าเพื่อทดแทนช่วงเวลาที่เราต้องอยู่ห่างกัน





“วันนี้พระจันทร์สวยจริงๆนะฮะ!”

ผมหันไปมองคนที่นั่งอยู่บนเตียง อิ่มเอมกับความสวยงามของพระจันทร์ฆ่าเวลาตอนที่ผมกำลังใส่เสื้อผ้า ก่อนที่เขาจะหันมายิ้มกว้างให้ผมที่เดินเข้าไปทิ้งตัวนั่งใกล้ๆแล้วมองไปยังทิศทางเดียวกัน

ผมยอมรับว่าพระจันทร์วันนี้สวยกว่าวันไหนๆ คงจะเป็นครั้งแรกละมั่งที่โตเกียวจะมองเห็นความสวยงามได้มากขนาดนี้ หรือความจริงแล้วเพราะมียูยะอยู่...เพราะเราสองคนนั่งดูมันด้วยกัน ผมถึงรู้สึกว่ามันสวยกว่าทุกวันที่ผ่านมา

“นั่นสินะ”

“หรือบางที...เพราะมียามะพีอยู่ด้วยละมั่งครับ ผมถึงรู้สึกว่าพระจันทร์สวย”
“...อย่างนั้นเหรอ” ผมหันไปยิ้มให้เขาที่หันมามองผมเช่นกัน มือเรียวที่ผมรู้สึกว่ามันเล็กกว่าผมมากนักกำลังเอื้อมมาจับและประสานนิ้วของผมกับเขาเข้าหากันทีละนิ้วทีละนิ้วอย่างเชื่องช้า ผมเฝ้ามองปฏิกิริยาของเขาที่เอาแต่จดจ้องมองนิ้วมือของผมอย่างเงียบๆ เฝ้ามองใบหน้าครุ่นคิดที่เหมือนกำลังจะพูดอะไรสักอย่างออกมาอย่างตั้งใจ

“...ตลกจังเลยนะฮะ”
“...”

“รู้ไหมฮะ...ผมน่ะเอาแต่คิดถึงยามะพีทั้งวัน วันนี้ตอนร้องเพลงก็ลืมเนื้อไปตั้งหลายรอบจนมัตสึคิดว่าผมไม่สบาย พอเราพูดถึงเรื่องกินผมก็เอาแต่คิดถึงของชอบของยามะพีขึ้นมา เวลาว่างผมก็เอาแต่หยิบมือถือขึ้นมาดูว่ายามะพีจะส่งข้อความมาหาหรือเปล่า พอรู้สึกว่าอยากเจอหน้า รู้สึกตัวอีกทีผมก็มาอยู่ตรงหน้าบ้านของยามะพีแล้ว...ผมเนี่ย บ้าจังเลยนะครับ”

เพราะยูยะเอาแต่ก้มมองนิ้วมือของเราที่เกี่ยวกันและกัน เขาถึงไม่ทันเห็นแววไหววูบในดวงตาของผม ทุกถ้อยคำที่เขาพูดออกมา มันทำให้ผมเต็มตื้นในใจ ทุกประโยคที่เขาบอกเล่ามันทำให้ผมพูดอะไรตอบกลับไปไม่ออกจริงๆ

ผมดึงตัวเขาเข้ามากอดเอาไว้แล้วจูบขมับเนินนานเพื่อปลอบประโลม ใช้มือข้างที่ว่างอยู่ลูบแผ่นหลังของเขาแผ่วเบา

“ไม่หรอก...มันไม่ใช่...เรื่องตลกหรอก”

เขาเงยหน้ามองผมน้อยๆ ตอนที่ได้ยินคำพูดของผม ผมก้มลงสบตาเขาก่อนจะเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่ส่องแสงสว่างบนท้องฟ้า

“...ทุกเช้าเวลาที่ตื่น ฉันจะเอาแต่ควานหามือถือเพื่อดูว่ามีข้อความของนายส่งมาใหม่ไหม...เวลากินข้าวฉันก็จะเอาแต่คิดว่า นายได้กินอะไรแล้วหรือยังนะ...ออกไปข้างนอกบางครั้งที่ฉันเห็นของที่นายชอบหรือเสื้อผ้าที่นายเคยใส่ตั้งโชว์อยู่ ฉันก็จะคิดว่านายจะมีหรือยังนะหรือไม่ก็วันนี้นายจะแต่งตัวแบบไหนกัน”

“พอเวลาเจอของที่นายชอบกินฉันก็จะคิดถึงใบหน้าเวลาที่นายกินมันอย่างเอร็ดอร่อย...บางทีคำพูดผ่านหูที่ฉันบังเอิญได้ยินคนอื่นพูดแล้วมันเป็นคำๆเดียวกับที่นายเคยพูดกับฉัน ฉันก็จะคิดถึงวันที่เราคุยกัน...เวลาที่ฉันขี้เกียจทำอะไร หน้าของนายตอนที่เคี่ยวเข็ญให้ฉันทำก็จะลอยขึ้นมาทันที...หรือเวลาที่ฉันรู้สึกว่าบ้านมันเงียบ ฉันก็จะนึกถึงเสียงโวยวายของนายเวลาที่นายแกล้งฉันหรือใครๆ”

“หรือแม้แต่ตอนที่นายงอนฉัน มันก็ทำให้ฉันหัวเราะได้ทุกครั้งเวลาที่นึกถึงมัน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับนายมันชัดเจนอยู่ในหัวฉันเสมอ”

“หึ ตอนนี้ฉันถึงเข้าใจ...ว่าเวลาที่ฉันต้องปล่อยให้นายอยู่คนเดียวในวันที่ฉันมีงานแล้วไม่ว่างเป็นเดือนๆเนี่ยมันเป็นยังไง ฉันรู้แล้วว่านายเหงาแค่ไหนเวลาที่ฉันต้องไปทัวส์คอนเสิร์ตต่างประเทศเป็นเดือนๆแล้วทิ้งให้นายอยู่คนเดียว...ฉันรู้แล้วว่าความรู้สึกคิดถึงจนอยากจะเห็นหน้าที่สุดเนี่ยมันทรมานแค่ไหน”

ฝ่ามือของเขากระชับเกาะกุมมือของผมเอาไว้แน่น ก่อนที่จะจะปล่อยมันแล้ววาดแขนโอบกอดผมอีกครั้งหลังจากที่ผมบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองทั้งหมดออกมา ผมเองก็กอดรัดตัวเขาเอาไว้เช่นกัน ความรู้สึกตอนนี้ของผมมันร่ำร้องอยากจะแนบชิดกับเขาแบบนี้...ตลอดไป

“ดังนั้นไม่ใช่มีแค่นายที่คิดถึงและอยากเจอฉัน”
“เพราะฉันก็คิดถึงและอยากเจอนายที่สุด...เหมือนกัน”
“เพราะฉันก็เป็นเหมือนนาย...ยูยะ” และในที่สุดผมก็สารภาพมันออกไป

ผมรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากหยาดน้ำเล็กๆที่เปื้อนบนเสื้อกล้ามสีขาวของผม ไม่ใช่น้ำตาที่เกิดจากความเสียใจ ผมรู้ว่าเขาร้องไห้เพราะรู้ว่าเราต่างคิดถึง...กันและกัน

“เด็กโง่”

ผมกระซิบคำขานเรียกเอ็นดูข้างหูของเขาก่อนจะก้มลงจูบที่แก้มใส รอจนวินาทีที่เขาเงยหน้ามองผมทั้งที่ยังมีน้ำตาเอ่อคลอนั้น เราทั้งสองจึงส่งผ่านความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดใดๆ ด้วยจูบหวานๆของกันและกัน

จูบ...ที่ค่อยๆบอกเล่าความคิดคำนึงของเราทั้งคู่ เป็นภาษากายที่เราทั้งสองนิยมใช้ในเวลาที่อยากจะทำให้ต่างฝ่ายรับรู้ถึงความรู้สึกเดียวกัน

จูบ...ที่มีทั้งดูดดื่ม แสนหวานและโหยหา
จูบ...ที่จะทดแทนช่วงเวลาที่ผมกับเขาต้องห่างกัน






ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!


เสียงเคาะประตูทำให้ผมต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เมื่อคืนไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะใกล้ร่างสางนั่นล่ะ เพราะตอนนี้ตาผมยังรู้สึกหนักอึ้งและอยากจะปิดสนิทอีกสักรอบอยู่เลย

แต่เพราะเสียงเคาะจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลสุดท้ายผมก็เลยต้องเลิกผ้าห่มที่คลุมตัวเองออกแล้วเดินลากเท้าไปที่หน้าประตูเพื่อจะเปิดมันออกต้อนรับน้องสาวคนสวยที่หน้าตาไม่ได้ผิดไปจากผมเท่าไร เพราะเราต่างได้เค้าโครงมาจากแม่ทั้งคู่ เธอยืนเท้าเอวมองสภาพผมพลางส่ายหน้ายิ้ม ดูจากท่าทางคงดูไม่ได้แน่ๆ

“ว่าไง...รินะ”
“โต๊ะที่พี่ชายสั่ง มาถึงแล้วเมื่อกี้ ฉันเซ็นรับแล้วนะ”
“อืม...ขอบใจ”

“แล้วแม่ก็ฝากถามว่าเย็นนี้พี่ชายอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เพราะแม่จะไปตลาดซื้อของ”
“...หอยนางรม ละมั่ง”
“หอยนางรม?”
“อืม...หอยนางรม” ผมส่งยิ้มให้กับรินะที่ยืนงงอยู่หน้าห้องพักใหญ่ รอจนเธอพยักหน้ารับคำผมจึงปิดประตูเดินเข้าไปนั่งที่ปลายเตียง แล้วหัวเราะตัวเองเบาๆ



‘มัตสึ...เอาแต่บ่นว่าอยากกินโน่นกินนี่ตลอดเวลาตอนที่เรานั่งคุยกันเลยฮะ เวลาพักนะก็บอกว่า จบคอนเสิร์ต ฉันจะไปกินเนื้อย่างบ้างล่ะ ลิ้นวัวย่างบ้างล่ะ เยอะแยะเต็มไปหมดเลยฮะ’
‘หึ งั้นเหรอ...แล้วนายล่ะ’
‘...ผมน่ะหรอ’

‘อืม...นายอยากกินอะไร’
‘...หอยนางรมฮะ ผมอยากกินหอยนางรม’
‘หอยนางรม?’

‘ครับ เวลาเหนื่อยคงจะช่วยบำรุงกำลังได้ดีแน่ๆเลยฮะ’
‘...แล้วเอาไว้ฉันจะพานายไปกิน’
‘จริงเหรอฮะ งั้นผมจะรอนะฮะ’
‘อืม’




ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้งหลังจากที่นั่งคิดถึงคนที่มีอิทธิพลในการทำให้ผมตัดสินใจเลือกกินมื้อเย็นในวันนี้ ตะแคงตัวนอนมองหมอนหนุนที่เมื่อคืนเขาใช้หนุนนอนซึ่งตอนนี้เหลือแต่ความว่างเปล่า เนื่องจากเจ้าตัวรีบกลับไปตั้งแต่เช้ามืดเพราะรถตู้บริษัทจะขับไปรับที่บ้านและพ่อกับแม่ของยูยะก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาค้างบ้านผม

ถึงผมจะยื่นข้อเสนอว่าจะขับรถไปส่งและบอกพ่อแม่ของเขาให้ แต่เขาก็ยังปฏิเสธและบอกให้ผมพักผ่อนทั้งที่คนที่ควรจะได้รับคำนี้น่าจะเป็นเขา เพราะยูยะแทบจะไม่ได้หลับเลยจนถึงเช้าอาจจะมีงีบไปบ้างก็ไม่กี่ชั่วโมง เพราะเราสองคนเอาแต่พูดคุยกันจนลืมเวลา แล้วสุดท้ายผมก็ต้องยอมตามปล่อยให้เขานั่งแท๊กซี่กลับไปเหมือนอย่างตอนที่เขามา


ติ๊ดติ๊ด ติ๊ดติ๊ด!


เสียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือดังบ่งบอกให้ผมรู้ว่ามีข้อความส่งมาใหม่
ผมรีบเอื้อมมือไปที่หัวเตียงแล้วเปิดออกทันที เพราะรู้ว่าใครคือเจ้าของข้อความนั้น


‘ตอนนี้กำลังนั่งกินมื้อเที่ยงกับมัตสึฮะ แล้วยามะพีล่ะฮะกินข้าวหรือยัง อย่าลืมสัญญาหอยนางรมของเรานะฮะ (ยิ้ม) คิดถึงครับ’
- ยูยะ -



ผมเอาแต่มองข้อความที่เขาส่งมาให้ซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะจดจำ มันให้ขึ้นใจ ถึงหลังจากนี้เราจะต้องห่างกันอีกครั้ง ผมอาจจะกลับมาเหงาแล้วก็คิดถึงเขาเหมือนเก่า แต่มีสิ่งหนึ่งทีเราต่างรู้ว่ามันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นั่นก็คือ...คำว่าเหงาจะอยู่กับเราไม่นาน


‘จำไว้นะ ยูยะ...ถ้าเมื่อไรที่นายคิดถึงฉัน แค่บอก...แล้วฉันจะไปหา’
‘ไม่ครับ...ต่อไปยามะพีไม่ต้องไปหาผมหรอกฮะ’
‘...’

‘เพราะคราวหน้า ผมจะมาหายามะพีเอง’
‘เมื่อไรที่ยามะพีเหงา...ผมจะมาหายามะพี เมื่อไรที่ผมคิดถึงยามะพีผมจะมาอยู่ตรงหน้าเองครับ’
‘ขอแค่...ถึงเวลานั้นยามะพีแค่กอดผมเอาไว้ กอดเอาไว้เหมือนที่กอดผมตอนนี้นะฮะ’
‘ได้สิ...ฉันสัญญา’



ไออุ่นที่ผมกอดเขาเอาไว้ตลอดทั้งคืนยังเด่นชัด กลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวเขายังอบอวลอยู่ที่ปลายจมูก แรงกระชับที่เขากอดตอบผมยังฝากความรู้สึกเอาไว้ทั่วร่างของผม มันคือตราประทับที่จะอยู่กับผมตลอดไป ในวันที่ไม่มีเขาอยู่ใกล้ๆในตลอดหลายเดือนนี้ ผมรู้ว่าภาพคืนนี้จะฝังอยู่ในความทรงจำให้ผมของผมเสมอ

จนกว่าวันที่คำว่าเหงาจบลง
วันนั้นผมกับเขาจะไม่ห่างกันอีกเลย


“ยูยะ...”
ฉันคิดถึงนาย

จบ.
พล๊อตมาจาก...โต๊ะ พระจันทร์และหอยนางรม
Category : One ● shot
▲ top